ร้อยลูกปัดชุดโนรา

ร้อยลูกปัดชุดโนรา

 

ร้อยลูกปัดชุดโนรา : จิตวิญญาณและกาลเวลาที่ถักทอในเครื่องทรง

 

โนราหรือมโนราห์ คือศิลปะการแสดงที่หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณของผู้คนในภาคใต้ของประเทศไทย การร่ายรำที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และความอ่อนช้อยงดงามนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงลูกหลานเข้ากับบรรพบุรุษและความเชื่อดั้งเดิม คุณค่าทางวัฒนธรรมอันประเมินค่ามิได้นี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล เมื่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “โนรา” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี พ.ศ. 2564

 

หัวใจสำคัญของโนรามิได้อยู่เพียงท่ารำ แต่ยังรวมถึง “เครื่องทรง” อันวิจิตรตระการตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เครื่องลูกปัด” ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงฝีมือเชิงช่างอันประณีต แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อและประวัติศาสตร์อันยาวนาน บทความนี้จะพาไปสำรวจโลกของการร้อยลูกปัดชุดโนรา จากรากเหง้าในตำนาน สู่ลมหายใจของครูช่างในปัจจุบัน และการปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

จากเครื่องทรงกษัตริย์ในตำนาน สู่เครื่องแต่งกายนางรำ

เครื่องแต่งกายโนรามีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับตำนานการกำเนิดของโนรา ซึ่งมีอยู่หลายสำนวน สำนวนหนึ่งที่เล่าขานโดยขุนอุปถัมภ์นรากร (โนราพุ่มเทวา) กล่าวถึงนางนวลทองสำลี ธิดาของพระยาสายฟ้าฟาด ผู้ทรงครรภ์หลังจากเสวยเกสรดอกบัวในสระหลวง พระบิดาไม่เชื่อและโกรธกริ้ว จึงสั่งให้นำนางไปลอยแพ นางนวลทองสำลีได้ประสูติพระโอรสบนเกาะกะชัง (เกาะสีชัง) และได้ถ่ายทอดท่ารำ 12 ท่าที่เคยฝันเห็นเทพธิดามาร่ายรำให้พระโอรสดู

 

กาลต่อมา พระโอรสของนางได้กลับไปยังเมืองของพระอัยกา (ตา) และได้แสดงการรำโนราจนเป็นที่เลื่องลือ เมื่อพระยาสายฟ้าฟาดได้ทอดพระเนตรและสืบจนทราบว่าเป็นพระราชนัดดา จึงได้จัดพิธีรับขวัญอย่างยิ่งใหญ่ ในพิธีนั้นเองพระองค์ได้พระราชทาน “เครื่องต้น” หรือเครื่องทรงของกษัตริย์ให้เป็นเครื่องแต่งตัวโนรานับแต่นั้นมา เครื่องทรงเหล่านั้นประกอบด้วย เทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง สังวาล ปีกนกแอ่น และหางหงส์ เป็นต้น

 

ด้วยเหตุนี้ เครื่องแต่งกายโนราจึงถือเป็นเครื่องทรงชั้นสูง การสวมใส่จึงจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่สืบทอดวิชาและผ่านพิธีครอบครูแล้วเท่านั้น

 

พิธีไหว้หิ้งบ้านโนราเมฆ ตามความเชื่อเมื่อขึ้นบ้านใหม่ 

คนที่รับหิ้งโนราจากบรรพบุรุษต้องมีการทำพิธีเพื่อเชิญครูบาอาจารย์

และบรรพบุรุษมาสถิตอยู่ที่บ้านโดยทำหิ้งไว้ให้ท่านด้วย

 

เครื่องทรงโนรา : ความวิจิตรแห่งงานช่าง

เครื่องแต่งกายของโนราประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ที่ล้วนมีความหมายและความงามเฉพาะตัว สามารถแบ่งเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้

เทริด (เซิด) เครื่องประดับศีรษะรูปมงกุฎอย่างเตี้ย ถือเป็นของสูงและสำคัญที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของนายโรงหรือโนราใหญ่

เครื่องลูกปัด เป็นส่วนประกอบหลักที่สร้างสีสันและความโดดเด่นให้กับชุดโนรา ใช้สวมแทนเสื้อสำหรับลำตัวท่อนบน ประกอบด้วยชิ้นส่วนย่อยๆ ที่ร้อยด้วยลูกปัดสีสันสดใสเป็นลวดลายต่างๆ ได้แก่

พานอก (พันอก) แผงลูกปัดสำหรับผูกไว้ที่หน้าอก ในสมัยโบราณโนราชายจะไม่สวมเสื้อ 

บ่า มี 2 ชิ้นสำหรับสวมทับบนบ่าซ้ายและขวาเป็นส่วนที่ใช้ลูกปัดจำนวนมากที่สุด เพื่อให้เกิดความพริ้วไหวสวยงามขณะร่ายรำ

 

ชิ้นส่วนบ่ามี 2 ข้าง เป็นส่วนที่ใช้ลูกปัดมากที่สุด

 

ปิ้งคอ ใช้สวมคล้องคอ มีลักษณะคล้ายกรองศอ มีชายรูปสามเหลี่ยมห้อยด้านหน้าและหลัง

ซับทรวง หรือ ทับทรวง เครื่องประดับที่สวมห้อยบริเวณอก นิยมทำด้วยแผ่นเงินสลักลาย หรืออาจร้อยด้วยลูกปัดก็ได้โดยมากใช้เฉพาะโนราใหญ่

บังโพก (บังสะโพก) ใช้ผูกที่เอว โดยมีชายสามเหลี่ยมปิดไว้ด้านหลังบริเวณสะโพก

 

บังโพกหรือบังสะโพกใช้ผูกที่เอว

 

ปีกนกแอ่น (ปีกเหน่ง) ทำจากแผ่นเงินรูปคล้ายนกนางแอ่นกำลังกางปีก ติดกับสังวาลบริเวณเหนือสะเอวทั้งสองข้าง

ปีก หรือ หางหงส์ คนทั่วไปมักเรียกว่า "หาง" ซึ่งทำจากเขาควายหรือโลหะ ประกอบกันเป็นรูปปีกนก ปลายเชิดงอน ส่วนนี้จะถูกประดับด้วยแผงลูกปัดที่ร้อยอย่างสวยงามเพื่อเพิ่มความอลังการขณะเคลื่อนไหว

ผ้านุ่ง ผ้านุ่งทับชายที่รั้งไปเหน็บไว้ด้านหลัง เรียกว่า "หางหงส์" (คนละส่วนกับปีกที่ทำจากเขาควาย)

สนับเพลา (หน้าเพลา) กางเกงสำหรับสวมไว้ข้างในนุ่งผ้าทับ บริเวณปลายขามักประดับด้วยงานร้อยลูกปัดเป็นลวดลายต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับอื่นๆ เช่น กำไลต้นแขน กำไลข้อมือและข้อเท้า ซึ่งนิยมสวมซ้อนกันหลายวงเพื่อให้เกิดเสียงขณะร่ายรำ และเล็บ ทำจากทองเหลืองหรือเงินเพื่อให้ปลายนิ้วดูโค้งงอนสวยงาม

หน้ากาก ได้แก่ หน้าพราน เป็นหน้ากากตัวตลกชายทาสีแดง จมูกยาว และ หน้าทาสี เป็นหน้ากากตัวตลกหญิง

 

หางหงส์คือส่วนหาง ทำจากเขาควายผ่าครึ่งสองข้าง แล้วจึงใช้แผงลูกปัดร้อยเข้าไป

 

"หน้ากากโนรา" ของร้านวรรณามโนราห์ 3 นครศรีธรรมราช

 

ลมหายใจแห่งครูช่าง สืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม

ในอดีตการร้อยลูกปัดถือเป็นวิชาติดตัวที่โนราทุกคนต้องเรียนรู้ เพราะการหาซื้อหรือจ้างซ่อมแซมชุดเป็นเรื่องยาก หนึ่งในผู้สืบสานลมหายใจของภูมิปัญญานี้คือ โนราจินดา สุขขาว หรือแม่ครูจินดา วัย 65 ปี (พ.ศ. 2567) ครูจินดาถูกยกให้เป็นลูกโนราตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เพื่อแก้บนเรื่องสุขภาพ เมื่ออายุ 8 ขวบ ท่านได้ย้ายจากพัทลุงไปฝากตัวเป็นศิษย์และลูกของโนราติ้น ศิลาพรหม ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งท่านได้ฝึกฝนทั้งการรำและการร้อยลูกปัดทำชุดโนราด้วยตนเอง

 

โนราจิน นางจินดา สุขขาวและนายอนันต์ สุขขาว

ปัจจุบันเป็นครูภูมิปัญญาด้านการร้อยลูกปัดของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

ท่านเล่าว่า “ลายดั้งเดิมของชุดโนราคือลายลูกแก้วหรือลายข้าวหลามตัด และสีของลูกปัดจะมีแค่แม่สี คือ ขาว น้ำเงิน เหลือง แดง เท่านั้น” เทคนิคการร้อยแบบโบราณจะใช้วิธีที่เรียกว่า “สาม/สาม” คือการร้อยลูกปัดทีละ 3 เม็ดสอดประสานกันไปบนเส้นเชือกหลัก กระบวนการนี้ต้องอาศัยสมาธิ ความชำนาญ และใจรักอย่างสูง จึงไม่น่าแปลกใจที่ชุดโนราหนึ่งชุดจะมีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นบาท ปัจจุบันแม่ครูจินดาได้รับการยกย่องเป็นครูภูมิปัญญาด้านการร้อยลูกปัดของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จังหวัดนครศรีธรรมราช ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป

 

งานร้อยลูกปัดต้องอาศัยสมาธิ ความชำนาญ และใจรักอย่างสูง

 

ผลงานร้อยลูกปัดชุดโนราของโนราจินดา

 

ประยุกต์ศิลป์ตามกาล : การต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย

ขณะที่ครูช่างรุ่นเก่ามุ่งมั่นรักษารูปแบบดั้งเดิม คนรุ่นใหม่ก็ได้นำทักษะการร้อยลูกปัดมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย ครูกฤษณ์ เจษฎาพร เพ็งจันทร์ หรือ “โนรากฤษ บัณฑิตศิลป์” คือตัวอย่างที่น่าสนใจ ท่านสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป์นครศรีธรรมราช โดยเรียนการร่ายรำโนราเป็นวิชาโท ซึ่งหลักสูตรได้รวมการร้อยลูกปัดไว้ด้วย

 

ครูกฤษณ์ เจษฎาพร เพ็งจันทร์ หรือโนรากฤษ บัณฑิตศิลป์ และภรรยา

 

ต่างหูลูกปัด ผลงานของโนรากฤษณ์และภรรยา ประยุกต์จากเครื่องประดับชุดโนรา 

 

ด้วยแรงบันดาลใจที่อยากทำชุดใส่รำด้วยตนเอง ประกอบกับหัวคิดสร้างสรรค์ ครูกฤษณ์และภรรยาได้นำเทคนิคการร้อยลูกปัดมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น สร้อยคอ ต่างหู พวงกุญแจ หรือแม้แต่สายคล้องแมสก์ในช่วงการระบาดของโควิด-19  สินค้าเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างสูง จนมีหน่วยงานราชการสั่งทำเพื่อใช้เป็นของที่ระลึกมอบให้แขกบ้านแขกเมือง

 

 ผลงานร้อยลูกปัดของโนรากฤษณ์และภรรยา ประยุกต์จากเครื่องประดับชุดโนรา 

 

การประยุกต์นี้ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการเผยแพร่งานศิลปะแขนงนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ครูกฤษณ์ยอมรับว่ายังมีความท้าทายอยู่บ้าง โดยเฉพาะความเข้าใจผิดของผู้คนบางกลุ่มที่เชื่อว่าการสวมใส่เครื่องประดับที่มีลวดลายของชุดโนราอาจนำมาซึ่งเรื่องไม่ดี เพราะถือเป็น “ของมีครู” ท่านจึงพยายามสื่อสารว่า หากลูกปัดเหล่านั้นไม่ได้ผ่านพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถมองเป็นงานศิลปะที่สวยงามและสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับอาถรรพ์ใดๆ

 

สร้อยคอร้อยด้วยลูกปัดหลายสีสัน แรงบันดาลใจจากชุดโนรา

 

จากหิ้งครูสู่ตลาดสร้างสรรค์

เรื่องราวการร้อยลูกปัดชุดโนราสะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางของมรดกภูมิปัญญา จากเครื่องทรงศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมและเวทีการแสดง สู่การเป็นศิลปะประยุกต์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งแม่ครูจินดาผู้เป็นดั่งรากแก้วที่คอยธำรงรักษาเทคนิคและลวดลายโบราณ และครูกฤษณ์ผู้เป็นดั่งกิ่งก้านที่แตกยอดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ล้วนเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ศิลปะการร้อยลูกปัดโนราไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต แต่ยังคงเคลื่อนไหว ปรับตัว และงอกงามอย่างมีชีวิตชีวาต่อไปในกระแสธารแห่งกาลเวลา

 

 

ชุดโนราสำเร็จพร้อมใช้งานของร้านวรรณามโนราห์ 3 นครศรีธรรมราช

จำหน่ายชุดโนราและเครื่องประกอบในพิธีสำหรับไหว้หิ้งโนรา

 

*หมายเหตุ

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากบทความ ร้อยลูกปัดชุดโนรา ศิลปะท้องถิ่นประยุกต์ศิลป์ตามกาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดเก็บข้อมูลทักษะและเรื่องเล่าท้องถิ่น โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

 


กองบรรณาธิการ

"วารสารเมืองโบราณ" นิยามไทย เข้าใจถิ่น