นางเลิ้ง พะเนียง กะออม
สามชื่อข้างต้นเป็นชื่อบ้านนามเมืองในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นางเลิ้งเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะนอกจากจะเป็นย่านชุมชนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ภายหลังจากการขุดคลองผดุงกรุงเกษมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แล้ว ยังขึ้นชื่อในเรื่องเป็นย่านอาหารอร่อยทั้งคาวหวาน อย่างไส้กรอกปลาแนมเป็นอาหารตำรับโบราณที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะต้องทานคู่กับใบชะพลูหรือใบทองหลาง เคียงด้วยถั่วลิสงบด กระเทียมดอง หอมซอย และพริกสด ดังนั้นในการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ ความนิยมในเรื่องของอาหารการกินจึงอยู่คู่กับนางเลิ้ง มากกว่าความเป็นย่านเก่าแก่ ที่เดิมเคยมีฐานะเป็นอำเภอ (1) และเป็นย่านตลาดที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ด้วยในอดีตคลองผดุงกรุงเกษมเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ มีเรือขนส่งสินค้าจากที่ต่างๆ มาจอดขายของตั้งแต่ปากคลองเรื่อยมา จนกระทั่งถึงแยกมหานาค เกิดตลาดบกและตลาดน้ำที่สำคัญในเวลานั้น
ใน อักขราภิธานศรับท์ ของ หมอบรัดเลย์ ได้ให้ความหมายของคำว่า นางเลิ้ง ไว้ว่า น. หม้อขนาดใหญ่สำหรับใส่น้ำ, ตุ่ม ซึ่งคำคำนี้พบว่ามีการใช้กันมาแต่สมัยอยุธยาแล้ว เพราะใน คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง ได้กล่าวถึงตลาดนอกกรุงศรีอยุธยาและย่านต่างๆ ที่มีการผลิตข้าวของเครื่องใช้จำหน่าย หนึ่งในนั้นคือบริเวณเกาะทุ่งแก้วซึ่งเป็นย่านใหญ่ มี “บ้านเกาะขาดหล่อผอบยาเต้าปูนทองเหลือง แลเท้าพานไม้ควักปูนลนหงษฃาย 1 บ้านวัดครุธปั้นนางเลิ้งสำหรับใส่น้ำฃาย 1 บ้านริมวัดธรณีเลื่อยกระดานไม้งิ้วไม้อุโลกฃาย 1 บ้านริมวัดพร้าวพวกพราหมณ์แลไทยทำแป้งหอม น้ำมันหอม กระแจะน้ำอบ ธูปกระแจะ ธูปกระดาษแลเครื่องหอมทาฃาย 1 บ้านท่าโขลงตั้งเตาตีเหลกตะปูตะปลิงใหญ่น้อยฃาย 1 บ้านคนทีปั้นกระโถนดินกระถางดินปลูกต้นไม้ แลตะคันเชิงไฟเตาไฟ แลปั้นรูปช้างรูปม้าตุกตาต่างๆ ฃาย 1 บ้านริมวัดโรงฆ้องแถวถนนน่าบ้านเจ้าพระยาจักรีนั้น พวกหมู่นั้นเปนแม่ค้าซื้อกล้วยดิบมาบ่มแลต้มฃาย 1” นอกจากนี้ในเอกสารเล่มเดิมยังปรากฏชื่อบ้านนามเมืองว่า “บ้านนางเลิ้ง บ้านหอแปลพระราชสาสนนั้น ทำกระดาษข่อยแลสมุดดำขาวฃาย 1”
ส่วนย่านนางเลิ้งที่มีบทบาทขึ้นภายหลังจากการขุดคลองผดุงกรุงเกษมนั้น มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตมีชาวรามัญ (มอญ) อพยพเข้ามาอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษมด้านทิศใต้ ชุมชนแห่งนี้ประกอบอาชีพค้าขายตุ่มเนื้อดินขนาดเล็กใหญ่ ที่มีลักษณะปากและก้นแคบ ป่องกลาง เรียกว่า ตุ่มอีเลิ้ง หรือ ตุ่มนางเลิ้ง ภาชนะสำหรับใส่น้ำชนิดนี้ ว่ากันว่าเป็นสินค้าที่ล่องเรือมาจากสามโคก จังหวัดปทุมธานี และปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อเข้าสู่คลองผดุงกรุงเกษมก็นำขึ้นบก ตั้งขายอยู่แถบสะพานเทวกรรมรังรักษ์เรื่อยไปจนถึงสะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ (สะพานขาว) เกิดเป็นย่านที่ชาวบ้านเรียกกันว่า อีเลิ้ง และต่อมาได้มีการเรียกชื่อใหม่ว่า นางเลิ้ง ด้วยปรากฏชื่อตลาดนางเลิ้งและถนนหน้าตลาดนางเลิ้ง (ถนนนครสวรรค์ในปัจจุบัน) ในแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2450

แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2450 แสดงตำแหน่ง (1) ถนนหน้าตลาดนางเลิ้ง (2) ถนนพะเนียง และ (3) ถนนกะออม
ข้อสันนิษฐานถึงที่มาของชื่อ “นางเลิ้ง” นอกจากการเรียกขานตามชื่อภาชนะสำหรับใส่น้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าของชาวมอญ แต่คนมอญกลับเรียกภาชนะเครื่องปั้นดินเผาพวกโอ่งอ่างว่า ฮะรี แล้ว บ้างว่าชื่อนี้กร่อนมาจากคำว่า ฉนังเลิ้ง “ฉนัง” เป็นคำเขมร แปลว่า หม้อ ส่วนคำว่า “เลิ้ง” ใน พจนานุกรมภาษาถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าหมายถึง ว. ใหญ่ เรียกถ้วยที่ทำด้วยดินเผาว่า ถ้วยอีเลิ้ง เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน จึงน่าจะหมายถึงหม้อใหญ่ แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าที่นี่เป็นแหล่งผลิตหรือเกี่ยวโยงกับหม้อดังคำเรียก

ตุ่มอีเลิ้ง
ต่อมาเมื่อมีการตัดถนน 2 สายที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับนางเลิ้งเมื่อปี พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อถนนที่ตัดเชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินนอกกับถนนหลานหลวงว่า ถนนพะเนียง และถนนที่ตัดเชื่อมระหว่างถนนนครสวรรค์กับถนนราชดำเนินนอกว่า ถนนกะออม ซึ่งที่มาของชื่อล้วนมาจากภาชนะใส่น้ำเช่นกัน พะเนียง เป็นชื่อเรียกหม้อน้ำชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายกับหม้อทะนน แต่คอสั้นกว่า ส่วน กะออม นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ว่าหมายถึง น. ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ ยาชัน รูปคล้ายกระบุง ไม่มีคอ ใช้ใส่น้ำ, กระออม กัลออม หรือกะละออม ก็ว่า ถนนกะออมเป็นถนนสายสั้น มีความยาวราว 135 เมตร เชื่อมระหว่างถนนนครสวรรค์กับถนนราชดำเนินนอก ส่วนถนนพะเนียงนั้นถูกถนนนครสวรรค์ตัดออกเป็น 2 ด้าน ด้านเหนือจากถนนนครสวรรค์ผ่านหลังวัดโสมนัสวิหาร ไปออกถนนราชดำเนินนอก ส่วนด้านใต้เริ่มจากถนนนครสวรรค์ผ่านข้างวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) ไปออกถนนหลานหลวง

หม้อพะเนียง

กะออม (กะออมครุ)
ก่อนปี พ.ศ. 2500 บริเวณถนนพะเนียงด้านใต้และย่านนางเลิ้งเป็นตลาดใหญ่ของพระนครควบคู่กับแหล่งบันเทิง ด้วยเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์เฉลิมธานีซึ่งเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น หลังคามุงสังกะสี (ปิดกิจการเมื่อปี พ.ศ. 2536) และเป็นย่านที่อยู่อาศัยของพวกละครชาตรี โขน ลิเก หนังตะลุง ปี่พาทย์กลองยาว ท่านที่มีชื่อเสียงมากคือ ครูพูน เรืองนนท์ บรมครูทางด้านนาฏศิลป์และเป็นบิดาของนายทองใบ เรืองนนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครชาตรี) เมื่อปี พ.ศ. 2540 มีร้านถ่ายรูปเก่าแก่อย่างร้านนางเลิ้งอ๊าร์ต และแหล่งบันเทิงเริงรมย์ของบรรดาหนุ่มๆ ที่เรียกว่า “ตรอกสะพานยาว” นอกจากนี้ยอดลำตัดหญิงอย่างแม่ประยูร ยมเยี่ยม และนักแสดงฉายา “พระเอกนักบุญ” มิตร ชัยบัญชา ก็เคยมีถิ่นพำนักอยู่ในย่านนี้เช่นกัน
เชิงอรรถ
(1) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 55 หน้า 1840 เรื่อง “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องยุบรวมอำเภอ และยุบอำเภอลงเป็นกิ่งอำเภอ” ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2481 กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ให้ “ยุบอำเภอนางเลิ้ง แล้วโอนตำบลบ้านพานถม ตำบลบางขุนพรหม ตำบลวัดสามพระยา ไปขึ้นอำเภอพระนคร และโอนตำบลวัดโสมนัส ตำบลตลาดนางเลิ้ง ตำบลมหานาค ไปขึ้นอำเภอป้อมปราบสัตรูพ่าย”
ขอขอบคุณ
คุณไพฑูรย์ สรวยโภค ที่เอื้อเฟื้อให้ถ่ายภาพเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน
บรรณานุกรม
กนกวลี ชูชัยยะ. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย : วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2548.
คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม คำให้การขุนหลวงหาวัด. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2553.
ประชุมพระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงบริหารราชการแผ่นดิน ภาคที่ 3 (ตอน 1). พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2513.
ปราณี กล่ำส้ม. ย่านเก่าในกรุงเทพฯ (เล่ม 1). กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2552.
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. “ความสับสนในที่มาของชื่อ ‘นางเลิ้ง’,” ใน จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. ปีที่ 19 ฉบับที่ 107 กรกฎาคม-กันยายน 2558.
*หมายเหตุ
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “เก็บตกนามบ้านนามเมือง” ใน วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 44 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2561 “ย่านตลาดใหญ่ เมืองเก่าตะกั่วป่า”