หลากหลายผู้คนชุมชนฮารูณ

หลากหลายผู้คนชุมชนฮารูณ

 

ชุมชนฮารูณ อันมีศูนย์รวมใจคือ “มัสยิดฮารูณ” นั้น ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 36 บนฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ฮารูณเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานย้อนกลับไปถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นอย่างน้อย

 

หลังสยามลงนามในสนธิสัญญาเบอร์นีย์กับคณะทูตอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2369 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ส่งผลให้การค้าขายกับต่างประเทศคับคั่งขึ้น “มูซา บาฟาเด็ล” พ่อค้าชาวมุสลิมจากเมืองปอนเตียนัก (Pontianak) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดกาลีมันตันตะวันตกของอินโดนีเซียและเมืองท่าสำคัญที่ตั้งบนปากน้ำกาปัวส์ มูซาเป็นพ่อค้าต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางเข้ามาติดต่อทำการค้ากับสยาม ท่านเดินทางมาพร้อมบุตรชาย 3 คน คือ “ฮารูณ อุสมาน และอิสฮาก” ต่อมาอุสมานแยกตัวไปทำการค้าและสร้างครอบครัวที่เมืองไทรบุรี อิสฮากเลือกไปสร้างฐานการค้าที่เมืองพระตะบอง ส่วนมูซาและฮารูณ บาฟาเด็ลเลือกลงหลักตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านต้นสำโรง ชุมชนขนาดเล็กริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ของโบสถ์กาลหว่าร์และกงสุลโปรตุเกส หลังจากนั้นราวปี พ.ศ. 2371 จึงได้สร้างสุเหร่าไม้สักยกพื้นชั้นเดียวขึ้นและเรียกตามชื่อชุมชนว่า “สุเหร่าต้นสำโรง” เพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยโต๊ะฮารูณดำรงตำแหน่งอิหม่ามท่านแรก

 

มัสยิดฮารูณในปัจจุบัน

 

ทะเบียนสำมะโนครัว พ.ศ. 2480 ปรากฏชื่อ “นายอาลี เรสลี” ซึ่งเป็นทายาทสายโต๊ะอิสฮากที่ไปลงหลักปักฐาน ณ เมืองพระตะบอง

ต่วนโสมีจดหมายให้โต๊ะอาลีมาแต่งงานกับนางสอิ้งซึ่งเป็นลูกบุญธรรมพร้อมเป็นผู้รับมรดกของตน (ที่มา : คุณภวัต เรสลี)

 

ฮารูณ บาฟาเด็ล สืบต่อธุรกิจเรือสินค้าจากบิดาทำให้มีโอกาสได้เดินทางไปเจรจาค้าขายที่อยุธยาจนได้พบรักกับอำแดงพุ่ม หญิงสาวชาวมุสลิม ทั้งคู่มีบุตรชาย 1 คน ชื่อ “มูฮัมหมัดยูซุฟ บาฟาเด็ล” หรือ “ต่วนโส” เกิดปี 2387 (1) ต่วนโสดำรงตำแหน่งอิหม่ามต่อจากบิดาและยังเป็นผู้รับมอบมรดกทั้งหมดมาด้วย ดังความในพินัยกรรมที่โต๊ะฮารูณทำไว้เมื่อปี พ.ศ. 2421 ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต 

“...ข้าพเจ้าแซคฮารูณ บาฟะเด้ล บุตรของอัลมัรกูมมูซา ข้าพเจ้าเกิดที่เมืองปันติยานะฮ์ ในเวลานี้ข้าพเจ้าได้อยู่บ้านที่หมู่บ้านสำโรงและข้าพเจ้าสบายดี สติปัญญาของข้าพเจ้าก็ยังสมบูรณ์ดี พินัยกรรมฉบับนี้ได้ถูกจารึกขึ้นต่อหน้าบุคคลหลายคนที่รู้เรื่องดีและเขาทั้งหลายได้เซ็นชื่อไว้ข้างล่างนี้ มีทั้งผู้ที่อยู่ในหมู่บ้านนี้และหมู่บ้านอื่นๆ

ข้าพเจ้าแซคฮารูณ บุตรของมูซา บาฟะเด้ล ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายต่อสิ่งที่เขามอบให้

สิ่งที่หนึ่ง ที่ดินวากั๊ฟแปลงหนึ่ง

สิ่งที่สอง มัสยิดซึ่งมีตัวอาคารมัสยิดอยู่บนที่ดินผืนนั้น

สิ่งที่สาม บ้านเช่าซึ่งมีบ้านอยู่ในที่ดินผืนนั้น

สิ่งที่สี่ ที่ดินวากั๊ฟทำกุโบร์ด้วยกับที่ดินผืนนั้น

ข้าพเจ้าแซคฮารูณมีความพอใจที่จะให้กับบุตรของข้าพเจ้า คือ ฮัจยีมูฮัมมัด ยูซุฟ เขานี้แหละมีความรู้ มีความสามารถที่จะปกครองแทนข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้ดำเนินตามแนวทางของท่านนบี มูฮัมมัด ในเรื่องการรับมอบและยังมี สิ่งที่ห้า บ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ สิ่งที่หก ทรัพย์สมบัติและสิ่งที่เป็นสิทธิของข้าพเจ้า...” (2)

 

ไบ๋นงหรือคุณทนงศักดิ์ ตุลยธำรง ถ่ายภาพร่วมกับคุณภวัต เรสลี

 

เหตุการณ์สำคัญที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชุมชนต้นสำโรงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้สร้างศุลกสถานหรือโรงภาษีร้อยชักสามขึ้นบนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาติดกงสุลฝรั่งเศส (ปัจจุบันคือสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นที่ตั้งของชุมชนต้นสำโรง ดังนั้นก่อนการก่อสร้างศุลกสถานซึ่งดำเนินการในช่วงระหว่างปี 2429-2431 คณะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงเสนอขอแลกเปลี่ยนที่ดินโดยให้ชาวชุมชนต้นสำโรงขยับขยายย้ายครัวมายังตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันพร้อมข้อตกลงให้ชาวบ้านสามารถใช้ท่าน้ำหน้าศุลกสถานได้ดังเดิม

 

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายชุมชนต้นสำโรงเพื่อใช้พื้นที่สร้างศุลกสถานนั้น ไม่ได้มีเพียงคนพื้นถิ่นกับมุสลิมมลายูที่อพยพเข้ามาคราวโต๊ะมูซา บาฟาเด็ลเท่านั้น วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ (3) กล่าวถึงสถานการณ์ของสยามหลังลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงเมื่อปี พ.ศ. 2398 ว่าส่งผลให้มีชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายกับสยามมากขึ้น โดยพบชุมชนชาวตะวันตกตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของพระนครตั้งแต่ย่านบางรักถึงบางคอแหลม รวมทั้งมีการตั้งสถานกงสุลหลายประเทศขึ้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านบางรักด้วย อาจารย์วรางคณาจำแนกชาวตะวันตกเหล่านั้นเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่ถาวร ได้แก่ กลุ่มชาวตะวันตกที่เข้ามาเปิดบริษัทธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพกับกลุ่มที่เข้ามาแบบไม่ถาวร ได้แก่ พวกที่เดินทางเข้ามาพร้อมเรือสินค้า เป็นต้น

 

 

ปัจจุบันศุลกสถานอยู่ระหว่างการบูรณะปรับปรุง บันทึกภาพเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568

 

สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยตั้งอยู่ทางทิศใต้ของชุมชนฮารูณ

 

เอ็ดวาร์ด แวน รอย (4) ศึกษาพบว่าราวต้นทศวรรษที่ 2400 ซึ่งเป็นช่วงหลังสยามลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงไม่นาน ปรากฏหลักฐานว่ามีพ่อค้าชาวอินเดียใต้เข้ามาทำธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์และโรงเชือดอยู่ริมคลองบางรัก เจ้าของกิจการคือ ไวติ ปาดายัตจิ ชาวฮินดู และโมฮาเม็ด ทามบี สายบู มาไรกายาร์ มุสลิมซุนนี ราวปี พ.ศ. 2410 กิจการขยายใหญ่โตจนต้องนำเข้าแรงงานชาวอินเดียใต้มาเป็นคนงานเลี้ยงสัตว์ ต้อนสัตว์ แล่เนื้อสัตว์ ถลกหนัง ชำแหละและเป็นแรงงานในการลำเลียงขนส่งเนื้อสัตว์ลงเรือกลไฟเพื่อส่งไปยังตลาดใหญ่ในสิงคโปร์ แรงงานกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานรวมกันเป็นชุมชนชาวอินเดียใต้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ดี ฟาร์มปศุสัตว์และโรงเชือดแห่งนี้มักถูกบริษัทห้างร้านของชาวตะวันตกและกงสุลหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นส่งข้อร้องเรียนเรื่องเสียงและกลิ่นอยู่เสมอ ดังนั้นหลังมีพระบรมราชโองการให้จัดสร้างศุลกสถาน ฟาร์มปศุสัตว์และโรงเชือดของปาดายัตจิกับมาไรกายาร์รวมถึงชุมชนแรงงานชาวอินเดียใต้จึงต้องขยับย้ายจากที่ตั้งเดิมไปอยู่ใกล้ชุมชนมุสลิมที่บ้านอู่ คนงานบางส่วนไม่ได้ย้ายตามไปแต่เลือกรวมกลุ่มกับมุสลิมต้นสำโรงที่ย้ายจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปสร้างบ้านเรือนอยู่ระหว่างวัดม่วงแคกับกงสุลฝรั่งเศส

 

ครั้งนั้นต่วนโสนำชาวบ้านที่สมัครใจย้ายครัวมาอยู่ยังที่ตั้งปัจจุบัน โดยต่วนโสและชาวบ้านได้ช่วยกันยกสุเหร่าไม้ที่โต๊ะฮารูณสร้างไว้มาตั้งในชุมชนใหม่ด้วย ต่อมาในช่วงก่อนปี 2450 สุเหร่าไม้หลังเก่าเริ่มทรุดโทรม ต่วนโสจึงเป็นแกนนำระดมทุนจากชาวบ้านและนายห้างชาวอินเดียหลายท่าน รวมทั้งขายที่ดินส่วนตัวย่านสีลมเพื่อรวบรวมเงินมาสร้างมัสยิดแห่งใหม่ที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน โดยได้เก็บรักษาชิ้นส่วนไม้สักจากสุเหร่าหลังเก่าไว้เป็นอนุสรณ์และนำมาเป็นส่วนประกอบในมัสยิดหลังใหม่ด้วย

 

บรรยากาศตลาดเช้าวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่มีการละหมาดใหญ่ของมัสยิดฮารูณ

 

เหตุการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนต่วนโสเสียชีวิตในช่วงราวปี 2460 คือ บุคคลในตระกูลเรสลีซึ่งเป็นทายาทของอิสฮากบุตรของมูซา บาฟาเด็ลที่เดินทางไปทำการค้าและสร้างครอบครัว ณ เมืองพระตะบองได้มาแต่งงานเกี่ยวดองกับบุตรสาวของต่วนโส ภวัต เรสลี ศิลปินอิสระและลูกหลานผู้สืบเชื้อสายจากมูซา บาฟาเด็ล พ่อค้ามุสลิมที่เดินทางจากเมืองปอนเตียนักมาตั้งหลักแหล่ง ณ บ้านต้นสำโรงในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ถ่ายทอดเหตุการณ์นั้นด้วยการชี้ชวนให้ผู้เขียนสังเกตชื่อ “นายอาลี เรสลี” ต้นสกุลเรสลีในเมืองไทยที่ปรากฏในทะเบียนสำมะโนครัวปี 2480 พร้อมเล่าเรื่องที่รับรู้มาให้ฟังอย่างออกรส “ผู้ใหญ่เล่าว่า “ต่วนโส” มีภรรยา 2 คน ไม่มีลูกแท้ๆ แต่รับเลี้ยงลูกบุญธรรม 2 คน คนหนึ่งคือ “ทวดสอิ้ง” ต่วนโสมีจดหมายถึงญาติที่พระตะบองซึ่งเป็นทายาทสายอิสฮากบุตรชายของมูซา บาฟาเด็ล ให้ส่ง “ทวดอาลี เรสลี” มารับมรดกและแต่งงานอยู่กินกับทวดสอิ้ง ทั้งคู่มีลูก 6 คน หนึ่งในนั้นคือ “ลาเต็บ” ปู่ของผม ทวดอาลีมาถึงหลังจากต่วนโสเสียชีวิตแล้ว ท่านเป็นพ่อค้า เดินทางขึ้นล่องรับเพชรพลอยจากบ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด มาขายที่กรุงเทพควบคู่ไปกับการสอนศาสนา คนเก่าๆ ที่บ้านน้ำเชี่ยวรู้จักท่านทั้งนั้น” 

 

บรรยากาศตลาดเช้าวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่มีการละหมาดใหญ่ของมัสยิดฮารูณ

 

ในปี พ.ศ. 2490 หลังมีพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม สุเหร่าก่ออิฐถือปูนที่ต่วนโสเป็นกำลังสำคัญในการจัดสร้างขึ้นจึงได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “มัสยิดฮารูณ” ตามชื่อฮารูณ บาฟาเด็ล อิหม่ามท่านแรกผู้มีส่วนในการวางรากฐานศาสนาอิสลามให้ชาวชุมชนต้นสำโรง ไบ๋นงหรือทนงศักดิ์ ตุลยธำรง วัย 70 ปี นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผู้ผูกพันกับชุมชนฮารูณให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่านอกจากแขกมลายู แขกอินเดีย รวมถึงแขกมุสลิมกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยในเมืองไทยอยู่ก่อนแล้ว ชุมชนชาวฮารูณส่วนหนึ่งยังประกอบด้วยกลุ่มแขกบังกลาเทศหรือชาวปากีสถานตะวันออกที่เข้ามามากหลังเหตุไม่สงบในประเทศ นอกจากนั้นในช่วงราว 30 ปีหลังมานี้ก็มีชาวแอฟริกันเข้ามาประกอบอาชีพเกี่ยวกับธุรกิจค้าพลอยและหินสีอาศัยรวมในชุมชนฮารูณอีกด้วย ไบ๋นงกล่าวทิ้งท้ายว่า “ฮารูณเป็นชุมชนมุสลิมที่พร้อมโอบรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่แบ่งแยก

 

 

เชิงอรรถ

(1) สรรค์สะคราญ เชี่ยวนาวิน, หน้าที่ของวัฒนธรรมอาหารอิสลามที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิม, วิทยานิพนธ์สาขามานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544, หน้า 53.

(2) เอกสารไม่ตีพิมพ์, ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณภวัต เรสลี สัมภาษณ์ส่วนบุคคลวันที่ 2 พฤษภาคม 2569.

(3) วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ, “การเปลี่ยนแปลงของย่านบางรักภายหลังการตัดถนนเจริญกรุงสมัยรัชกาลที่ 4-6 (พ.ศ. 2394-2468)” วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 43 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2564) หน้า 1-22.

(4) แวน รอย, เอ็ดวาร์ด, ก่อร่างสร้างบางกอก, ยุกติ มุกดาวิจิตร (แปล), กรุงเทพฯ : มติชน, 2565, หน้า 268-269.

 


เกสรบัว อุบลสรรค์

กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ