จัตุรัสมุสลิม ย่านการค้าในวันวาน
แวดวงเสวนา

จัตุรัสมุสลิม ย่านการค้าในวันวาน

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ และวารสารเมืองโบราณ ได้จัดเสวนาเรื่อง “จัตุรัสมุสลิม ย่านการค้าในวันวาน” เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569  เวลา 13.30 - 16.30 น. ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า บางพลัด งานเสวนาครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดทำวารสารเมืองโบราณ 51.3 “คลองสาน ย่านเศรษฐกิจการค้าแรกเริ่มของฝั่งธนฯ” ที่เป็นการต่อยอดขยายผลการทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของย่านคลองสาน โดยมุ่งเน้นไปที่บทบาทของกลุ่มพ่อค้าอินเดียมุสลิมนับแต่หลังสนธิสัญญาเบาริ่งเป็นต้นมา ซึ่งทำให้ในยุคหนึ่งบริเวณนี้เป็นที่รู้จักในนาม “จัตุรัสมุสลิม” (Musselman Square) ก่อนการขยายตัวทางการค้าไปยังฝั่งพระนคร โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่าน คือ  คุณประภัสสร โพธิ์ศรีทอง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าอินเดียและการค้าของพ่อค้าแขกในสยาม พันเอกสิทธิโชค มุกเตียร์ ลูกหลานพ่อค้าแขกคุชราตย่านตึกขาว หรือมัสยิดเซฟี และคุณโอปอล์ ทัตตะวร ลูกหลานชาวสุเหร่าตึกแดง หรือมัสยิดกูวติลอิสลาม โดยมีคุณณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ร่วมพูดคุยและดำเนินรายการ

 

 

คุณประภัสสร โพธิ์ศรีทอง เริ่มต้นเล่าถึงการทำความรู้จักกลุ่มพ่อค้าอินเดียจากความสนใจเรื่องผ้าอินเดียในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์อยู่ที่กรมศิลปากรที่ต้องคลุกคลีกับวัตถุจัดแสดงคือผ้าอินเดีย กระทั่งขอทุนรัฐบาลอินเดียไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่รัฐคุชราต สาธารณรัฐอินเดีย และพบว่าที่นี่นับเป็นแหล่งผลิตผ้าสำคัญของอินเดียที่ส่งขายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงส่งมาขายที่สยามตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  การตามรอยเรื่องผ้าอินเดียนำมาสู่การศึกษากลุ่มตระกูลพ่อค้าผ้าจากอินเดียคือกลุ่มตระกูลมัสกาตีซึ่งตั้งห้างร้านอยู่ที่ถนนอนุวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ และสืบค้นต่อมาถึงเรื่องราวของกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจชาวอินเดียมุสลิมจากรัฐคุชราตท่านอื่นๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ย่านมัสยิดตึกขาว และมัสยิดตึกแดง เขตคลองสาน

 

คุณประภัสสรได้เล่าถึงกระบวนการทำงานที่ทำให้ได้พบว่า Musselman Square เป็นคำซึ่งปรากฏในเอกสารของหมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) ในช่วงรัชกาลที่ 4 คำนี้ถูกแปลมาเป็นคำว่า จัตุรัสมุสลิม ซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นทั้งย่านการค้าและนิวาสสถานของกลุ่มพ่อค้าอินเดียมุสลิมที่มีบทบาททางธุรกิจ และยังได้ขยายความเข้าใจถึงเรื่องราวของกลุ่มพ่อค้าผ้าชาวอินเดียมุสลิมว่า ส่วนใหญ่เวลาเราพูดถึงแขกขายผ้า เรามักจะนึกถึงแขกซิกข์โพกหัวขายผ้าที่พาหุรัด แต่จริงๆ แล้ว คนอินเดียมุสลิมจะเป็นคนที่นำผ้าไปขายทั่วโลกมาก่อน เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ทราบถ้าเราไม่ได้ตามรอยเค้ากลับไป มีเรื่องราวการค้าผ้าตั้งแต่สมัยอยุธยาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าปรากฏชื่อเมืองสำคัญซึ่งเป็นที่มาของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมเหล่านี้คือ เมืองสุรัต ซึ่งเป็นเมืองท่าค้าขายสำคัญที่พ่อค้าจากรัฐคุชราตจะมารวมตัวกัน ทำให้พ่อค้ามุสลิมดาวุดีโบห์ราหรือสายซุนนี (Sunni) อย่างตระกูลนานาก็รวมตัวกันตรงนี้ คือเมืองสุรัตนอกจากจะเป็นชุมทางการค้าเป็นเมืองท่าแล้ว ก็ยังเป็นเมืองที่ชาวมุสลิมมาขึ้นเรือเพื่อจะเดินทางไปแสวงบุญที่มักกะฮ์ (Mecca) กลุ่มพ่อค้ามุสลิมเหล่านี้จึงมารวมตัวและเดินทางไปค้าขายยังที่ต่างๆ ถ้าเราเดินทางไปประเทศต่างๆ ในอาเซียนก็จะเห็น อย่างพม่าก็มีพ่อค้าดาวุดีโบห์รา สิงคโปร์ก็มี เป็นมัสยิดเล็กๆ เป็นชุมชนที่กระจายตัวกันกว้างขวางทั่วโลก

 

คุณประภัสสร โพธิ์ศรีทอง

 

นอกจากนี้ยังฉายภาพให้เห็นแผนที่เก่าซึ่งสันนิษฐานว่าวาดขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 ซึ่งระบุถึงตำแหน่งของ Market, Mosque, Musselman Square ซึ่งสามารถขยายความไปได้ว่าคำว่า Musselman นี้คือคำเดียวกับแกงมัสมั่นที่คนไทยคุ้นเคย และเป็นคำเดียวกับที่ปรากฏในเอกสารโบราณที่ใช้เรียกกลุ่มชาวมุสลิม และเป็นที่มาที่นำไปสู่การสืบค้นความเป็นมาเกี่ยวกับ Musselman Square ซึ่งเอกสารของหมอบรัดเลย์ได้อธิบายไว้ว่าคือสถานที่ค้าขายของพ่อค้าแขกอิสลามจากอินเดียซึ่งมีสินค้าจากต่างประเทศมากมายที่มีราคาถูกกว่าสินค้าจากพ่อค้าฝรั่ง กล่าวได้ว่าตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชกาลที่ 4 ได้มีพ่อค้าจากอินเดียเข้ามาทำการค้าอยู่แล้ว หรือหากจะย้อนไปถึงสมัยอยุธยาก็พบว่ามีพ่อค้าอินเดียทั้งกลุ่มตะวันตกคือจากรัฐคุชราต และอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเพิ่งค้นพบข้อมูลคือกลุ่มพ่อค้าฮินดูจากทางอินเดียใต้แถบรัฐทมิฬนาฑู ที่เรียกว่าพวก “เฉตเตีย” หรือว่าพวกเศรษฐี พวกนี้จะนำผ้าลายอย่างชั้นดีเข้ามาขาย ขณะที่ผ้าจากแถบคุชราตจะเป็นผ้าลายอีกแบบ และยังมีผ้าที่ราชสำนักสั่งซื้อและจำกัดการใช้อยู่เฉพาะกลุ่มขุนนางและคนในราชสำนักเท่านั้น

 

กล่าวได้ว่ากลุ่มพ่อค้าผ้าชาวสุรัตจากรัฐคุชราตเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเดินเรือสินค้าซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความใกล้ชิดสัมพันธ์กับกลุ่มอาหรับกลุ่มเปอร์เซีย ทำให้พบคำเรียกกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางเข้ามาว่า ”Nakodah” ซึ่งหมายถึงกัปตันหรือพ่อค้าซึ่งเป็นเจ้าของเรือสินค้าที่เดินทางเข้ามา พ่อค้ากลุ่มนี้มีบทบาทต่อเนื่องจากสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าการตั้งถิ่นฐานของพ่อค้ากลุ่มนี้ที่จตุรัสมุสลิมน่าจะมีมาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย (ทัต บุนนาค) ดูแลราชการกรมท่าและเป็นผู้ครอบครองดูแลพื้นที่บริเวณนี้ อย่างไรก็ตามหลักฐานที่ชัดเจนที่กล่าวถึงจัตุรัสมุสลิมหรือ Musselman Square ปรากฏขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 หลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

 

จากการสืบค้นประวัติของตระกูลนานาพบว่าต้นตระกูลนี้ได้เข้ามาสยามในสมัยรัชกาลที่ 4  โดยได้ลงหลักปักฐานและขยายธุรกิจตั้งแต่หลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พ่อค้าตระกูลนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระพิเทศาตระพานิช สอดคล้องกับเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีคำกล่าวรายงานถวายพระพรในโอกาสที่รัชกาลที่ 5 เสด็จนิวัตพระนครหลังกลับจากการเสด็จประพาสยุโรปซึ่งบันทึกถึงกลุ่มพ่อค้าอินเดียรวมถึงชาวปาร์ซีที่ระบุว่าเป็นกลุ่มแขกใหม่คือกลุ่มที่เข้ามาหลังสนธิสัญญาเบาว์ริ่งซึ่งเป็นสัปเยกอังกฤษโดยมีสิทธิถือครองที่ดินเท่ากับพลเมืองสยาม โอกาสในการมีสิทธิถือครองที่ดินน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดจตุรัสมุสลิมที่ชาวอินเดียจากคุชราตที่เดินทางมาแสวงโชคสามารถมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่นี่

 

ข้อมูลจากเอกสารของหมอบรัดเลย์ที่วิทยากรหยิบยกมานำเสนอที่ช่วยฉายภาพในอดีตของบริเวณนี้ เอกสารบันทึกถึงกลุ่มพ่อค้าอินเดียในสยามซึ่งนอกจากจะบันทึกถึงคำว่า ”Nakodah” ซึ่งหมายถึงพ่อค้าเจ้าของเรือสินค้าแล้ว ยังมีคำว่า “Bai” ซึ่งเป็นสร้อยคำลงท้ายในภาษาคุชราตีเป็นคำเรียกในทางที่เคารพซึ่งบ่งบอกถึงถิ่นฐานเดิม การบันทึกถึงกลุ่มพ่อค้า 5 กลุ่ม ที่ Musselman Square คือกลุ่มตึกขาว White House กับตึกแดง Red House โดยเอกสารตอนแรกในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 กล่าวถึงกลุ่มตึกขาวว่ามีเป็นจำนวนมาก และกลุ่มนี้ในแผนที่จะตรงกับบริเวณ Musselman Square มากกว่า ชื่อของพ่อค้าที่ทำการค้าในห้องที่เรียงจากขวามือไปจะบอกว่าใครอยู่ตรงไหนๆ ขณะที่จะมีกลุ่มพ่อค้าจาก Red House ซึ่งมีกลุ่มที่สำคัญคือ อาลีบาย เทปาเดีย ซึ่งก็คือต้นตระกูลนานา ชื่ออาลี เรียกด้วยความเคารพก็คือ อาลีบาย นามสกุลเดิมคือ เทปาเดีย อังกูเลีย ซึ่งเป็นต้นตระกูลวงศ์อารยะ ก็จะมาคู่กัน แล้วก็มีกลุ่มที่อยู่เป็นแขกแพที่อยู่ด้านหน้าของตึกแดงด้วย มีการพูดถึงคำว่าตึกใหม่ ซึ่งพูดมาตั้งแต่สมัยหมอบรัดเลย์ แล้วก็ก่อนที่กลุ่มตึกซึ่งเป็นย่านการค้าของตึกแดงซึ่งเกี่ยวพันกับตระกูลนานาจะถูกรื้อไปเมื่อ พ.ศ.2531 ทั้งหมดจนแทบจะไม่เหลืออะไรให้เห็น มีภาพเก่าจากตระกูลนานา จะเห็นว่าหมอบรัดเลย์ก็เรียกว่าตึกใหม่ ทุกวันนี้คำว่าตึกใหม่ก็ยังถูกเรียกบริเวณนั้นอยู่ซึ่งก็จะเขียนว่าย่านตึกใหม่มีขายอะไรบ้าง

 

คุณประภัสสรยังนำเสนอข้อมูลชุดปัจจุบันที่บันทึกถึงกลุ่มพ่อค้าอินเดียย่านตึกแดงตึกขาวว่า เดิมเราเชื่อว่าตึกแดงอาจจะมาก่อน จากข้อมูลชุดแรกที่มีการศึกษาและบันทึกไว้ว่าอาลีบาย เทปาเดียเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้รับพระราชทานยศในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ข้อมูลใหม่ที่ได้มีการตรวจเช็คกับเอกสารจากหอสมุดแห่งชาติ พบว่าท่านได้รับพระราชทานยศในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้เราเชื่อว่ากลุ่มที่ทำให้บริเวณนี้เป็นจตุรัสมุสลิมกลุ่มแรกคือน่าจะเป็นกลุ่มตึกขาวซึ่งมาก่อนแล้วทางตึกแดงค่อยขยายตัวซึ่งตอนหลังกลายเป็นว่ากลุ่มตึกแดงมีพื้นที่ค่อนข้างจะเยอะและมีบทบาทในทางธุรกิจค่อนข้างจะสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตระกูลนานา...

 

พันเอกสิทธิโชค มุกเตียร์

 

พันเอกสิทธิโชค มุกเตียร์ เล่าถึงเรื่องราวย่านตึกขาวโดยใช้โปรแกรมเอไอจำลองภาพบรรยากาศขึ้นมาใหม่ใน 2 ช่วงเวลา คือบรรยากาศย้อนยุคราวสองร้อยปีก่อน และบรรยากาศย่านตึกขาวในวัยเด็กของวิทยากรเมื่อราวเจ็ดสิบปีก่อน ภาพบรรยากาศย่านตึกขาวเมื่อมองมาจากท่าเรือจักรวรรดิ วิทยากรเล่าถึงสภาพการเดินทางมายังมัสยิดเซฟีในวัยเด็กที่ต้องใช้เส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยพาหนะคือเรือเครื่องจากท่าราชวงศ์ หรือเรือแจวจากท่าจักรวรรดิ สภาพพื้นที่บริเวณนี้ซึ่งมีทั้งโรงน้ำปลา โกดังเซ่งกี่ โกดังปาเต็น โดยมีมัสยิดเซฟีตั้งอยู่ระหว่างโกดัง 2 หลังดังกล่าว นอกจากนี้วิทยากรยังเล่าถึงอาคารเก่า โกดัง บุคคลสำคัญหลายท่านในชุมชน บรรยากาศความคึกคักเมื่อมัสยิดจัดงานกิจกรรมต่างๆ

 

ตัวอย่างรายชื่อพ่อค้าดาวุดีโบห์รา และรายการสินค้าซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารของหมอบรัดเลย์ที่ถูกนำมากล่าวถึง อัลดุลราฮิม (ซรัฟอาลี อับดุลราฮิม) มาเมื่อปี 1869 ในเอกสารของหมอบรัดเลย์มีหลายเรื่องที่เราแคะออกมาได้ เมื่อเราสร้างอาคารแล้วก็ขายของ และนี่คือหน้าตาของ Musselman Square ในเวลานั้นซึ่งของมีเกิน 500 ไอเทมเท่าที่ผมไล่ๆ ดูแล้ว คือของที่อำนวยความสะดวก เช่น ที่เปิดกระป๋อง อาหารกระป๋อง ดิ้น เลื่อม อะไรก็ใช่หมด เพราะตอนนั้นเราเปิดการค้ากับต่างประเทศ...” ภาพจำลองแขกแพ บรรยากาศการเดินทางเข้าสู่บริเวณจัตุรัสมุสลิมที่ต้องอาศัยเรือเป็นพาหนะหลัก วิทยากรยังได้เชิญชวนให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราวของมัสยิดเซฟีได้จากเพจศูนย์การเรียนรู้มัสยิดเซฟี

 

คุณโอปอล์ ทัตตะวร เกริ่นนำถึงความหลากหลายของผู้คนและบรรยากาศของย่านตึกแดงในความทรงจำ อยู่ย่านตึกแดงมาตั้งแต่เกิดก็เห็นมีคนพุทธคนจีนอยู่รวมกัน บ้านเราอยู่แถวมัสยิดตึกแดงหลังตลาดสมเด็จ ตลาดสมเด็จเป็นตลาดใหญ่มากในสมัยก่อน แต่ถูกไฟไหม้ไปหมดเมื่อนานมากแล้ว ตลาดสมเด็จเค้าเล่ากันว่าสมัยก่อนยิ่งใหญ่มาก มีของขายทุกอย่าง ของสดของแห้งตะหลิวกะทะมีหมด แต่ว่าเราเกิดไม่ทัน ตอนเราเกิดก็มีของอยู่พอประมาณ มีตึกแถวตั้งอยู่ทั้งในตลาดและรอบๆ ตลาดสมเด็จ มีแผงเรื่อยไปจนถึงวัดอนงค์ ข้างๆ ตลาดสมเด็จอีกซีกหนึ่งมีตรงที่เค้าเรียกว่า “ในหอ” ซึ่งเดิมคือพื้นที่บ้านของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย เป็นตึกโบราณซึ่งปัจจุบันคือพื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนสมเด็จย่า ถัดมาเป็นศาลเจ้ากวนอู ก็จะมีทั้งคนอิสลาม พุทธ วันดีคืนดีถ้าวันออกบวชของอิสลามตรงกับตรุษจีนก็สนุก เพราะบนสุเหร่าก็อ่านบทสวดกันไป สิงโตก็มาเต้นหน้าสุเหร่า ก็สนุกดี แล้วเลยจากในหอมาเค้าก็จะเรียกว่าบริเวณตึกแขก ซึ่งไม่แน่ใจว่าคืออันเดียวกับที่เรียกตึกใหม่หรือเปล่า ตึกแขกมันคือทาวน์เฮาส์อันดับแรกของประเทศไทย เพราะมันมีชั้นบนชั้นล่าง และกะไดอยู่นอกบ้าน มีประตูเปิดโดยดันขึ้นไปแล้วเกี่ยว ขโมยขึ้นยากมาก เพราะขึ้นจากใต้บันได ตึกแขกจะยาวไปถึงท่าน้ำที่คุณบอกไปขึ้นจักรวรรดิเค้าเรียกท่าแขก ซึ่งมันติดกับบ้านบันไดเวียนซึ่งปัจจุบันเป็นร้านไทร แต่ท่าแขกเลิกไปแล้ว รุ่นนี้ไม่ทันเรือพาย เป็นเรือเครื่องแล้ว แต่แม่เคยเล่าว่า สมเด็จย่าเคยนั่งเรือข้ามมาเพื่อจะมาหาญาติในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 ติดสุเหร่าก็จะมีโรงน้ำปลาทั่งโก๋ฮะ เลยสุเหร่าไปอีกข้างประกบด้วยโรงเกลือ โรงปลาทู พอเลี้ยวรถเข้ามาก็รู้แล้วว่าไม่หลง กลิ่นมันนำมาตั้งแต่ปากซอย...”

 

คุณโอปอล์ ทัตตะวร

 

คุณโอปอล์ยังเล่าถึงพลวัตของคนแขกในย่านว่า “ตึกแขกช่วงที่อยู่นี่แขกไม่ค่อยมีแล้วนะ จะมีแต่ข้างบนแล้วข้างล่างก็คนจีนขายผักกาดขายนู่นนี่นั่นก็อยู่รวมกันไปไม่ได้คำนึงเรื่องยกหมูผ่านหรืออะไร แล้วก็เหลือสามหลังสุดท้ายที่ถ่ายรูปลงในหนังสือสวนสมเด็จย่า มีกลุ่มคนที่มาอยู่ตรงหน้าในหอจะเป็นห้องเช่า เป็นพวกแขกปาทานที่ข้ามไปเป็นยามที่ถนนทรงวาด ส่วนใหญ่คนในตระกูลนานาที่เป็นระดับใหญ่ๆ เขาไปอยู่สุขุมวิทหมดแล้ว ก็จะมีคนที่เป็นรุ่นลูกหลานที่ยังอยู่ชั้นบน...”  และได้นำภาพเก่าบางส่วนของย่านนี้มาให้ผู้ร่วมเสวนาได้ชมและเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงระหว่างวันวานและวันนี้ของพื้นที่บริเวณจัตุรัสมุสลิม

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่บางช่วงบางตอนของกิจกรรมเสวนาครั้งนี้ สามารถรับฟังเสวนาย้อนหลังได้ทาง Facebook Page : Muang Boran Journal  และติดตามกิจกรรมต่อเนื่อง “เดินเล่นเห็นย่านกับวารสารเมืองโบราณ ครั้งที่ 3 กับพื้นที่ คลองสาน: พื้นที่เศรษฐกิจแรกเริ่มของฝั่งธน ใน วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569” ได้ทางช่องทางเดียวกัน


จิราพร แซ่เตียว

กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ