ค้นหา 
เจดีย์วัดโลกโมฬี
(4032 คนอ่าน)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา


รูปที่ ๑

เจดีย์วัดโลกโมฬี (รูปที่ ๑) ตามหลักฐานเอกสารระบุชัดเจนว่าสร้างขึ้นพร้อมวิหารของวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๑ แต่เนื่องจากงานศิลปกรรมของล้านนานั้นมักมีการซ่อมแซมต่อเติมอยู่เป็นประจำ ดังนั้นมักพบว่ารูปทรงที่ปรากฏในปัจจุบันไม่ใช่งานคราวแรกสร้าง

อย่างไรก็ดี สำหรับเจดีย์องค์นี้ ผลการวิเคราะห์รายละเอียดงานศิลปกรรมกลับพบว่าน่าจะเป็นรูปแบบที่มีมาแต่เดิม ส่วนงานซ่อมนั้นน่าจะเพียงซ่อมให้คงรูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้เป็นเรื่องของงานศิลปกรรมที่ผูกพันอยู่กับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับดินแดนข้างเคียงล้านนามากกว่า


รูปที่ ๒
านเจดีย์วัดโลกโมฬี: ชุดฐานที่แตกต่าง
ตามสัดส่วนขององค์เจดีย์ ฐานของเจดีย์วัดโลกโมฬีได้แก่ฐานเขียงซ้อนลดหลั่นกันรองรับฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส

ฐานลักษณะนี้พบตั้งแต่การขุดแต่งของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ โดยไม่ได้มีการบูรณะเปลี่ยนแปลงรูปแบบแต่อย่างใด (รูปที่ ๒)

ตามปกติ ลักษณะที่พบอยู่เสมอของชุดฐานเจดีย์ในศิลปะล้านนาจะประกอบด้วยฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนลดหลั่นกันรองรับฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ในผังยกเก็จ อันเป็นอิทธิพลจากศิลปะแบบพุกาม


รูปที่ ๓
การซึมซับรูปแบบฐานปัทมยกเก็จนี้ปรากฏตั้งแต่เจดีย์รุ่นปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ของล้านนา เช่น เจดีย์วัดพระธาตุสองพี่น้อง เชียงแสน (รูปที่ ๓) และกลายเป็นรูปแบบของฐานเจดีย์ในศิลปะล้านนารุ่นต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ทรงปราสาท หรือเจดีย์ทรงระฆัง

ตราบจนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พัฒนาการสำคัญของฐานเจดีย์ล้านนาคือการยกฐานให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับการหนุนให้สูงขึ้นของเจดีย์วัดโลกโมฬี แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ในรูปของฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ยกเก็จทั้งสิ้น


รูปที่ ๔
เจดีย์ที่มีสัดส่วนฐานค่อนข้างใกล้เคียงกับฐานเจดีย์วัดโลกโมฬีได้แก่ เจดีย์วัดหนองจลิน (รูปที่ ๔) ซึ่งการกำหนดอายุตามขั้นตอนของพัฒนาการรูปแบบก็ใกล้เคียงกับเจดีย์วัดโลกโมฬีด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ของเจดีย์วัดโลกโมฬีจึงไม่ดำเนินตามแบบมาตรฐานของศิลปะล้านนา ทั้งๆ ที่เป็นความเคยชินของช่างมายาวนานแล้ว

จากการเปรียบเทียบลักษณะของชุดฐานดังกล่าวนับว่าใกล้เคียงกันอย่างยิ่งกับชุดฐานเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมในศิลปะสุโขทัย (รูปที่ ๕) เพียงแต่สัดส่วนฐานเจดีย์วัดโลกโมฬีอาจเตี้ยกว่าชุดฐานเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมบ้าง แต่ก็มีรูปทรงเพรียวสมส่วนเมื่อนำไปประกอบกับองค์เรือนธาตุและส่วนยอดแล้ว


รูปที่ ๕
สำหรับเรื่องที่มาของรูปแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูมนั้น ถึงแม้จะมีข้อคิดเห็นแตกต่างกัน ทั้งที่เห็นว่ามาจากสถาปัตยกรรมมอญเมืองลำพูน หรือการผสมผสานกันระหว่างปราสาทแบบเขมรกับเจดีย์ทรงลังกา หรืออิทธิพลศิลปะเขมรปะปนกับศิลปะหริภุญชัยและศิลปะแบบพุกาม แต่สิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือ รูปแบบเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมนั้นเกิดขึ้นในศิลปะสุโขทัยโดยเฉพาะ เป็นรูปแบบที่ไม่ผ่านขั้นตอนวิวัฒนาการและการคลี่คลายรูปแบบที่ยาวนาน แต่เป็นการนำรูปแบบจากศิลปะต่างๆ ที่รู้จักกันในเวลานั้นมาปรับปรุงเป็นเจดีย์ทรงใหม่อันเป็นสัญลักษณ์ร่วมของชุมชน

ตามหลักฐานค่อนข้างเชื่อได้ว่า เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมปรากฏขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่การปฏิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัดมหาธาตุ สุโขทัย ในรัชกาลพญาเลอไท ราวพ.ศ.๑๘๘๖ และสร้างต่อเนื่องกันลงมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง อย่างช้าก็ปรากฏว่าในราว พ.ศ. ๑๙๔๒ เจดีย์ที่วัดอโศการามยังคงสร้างด้วยรูปแบบนี้อยู่

เมื่อพิจารณาระยะเวลาและความเป็นไปได้ในการนิยมสร้างเจดีย์ทรงดอกบัวตูมในศิลปะสุโขทัย ก็เป็นที่เข้าใจว่า หลังจากอยุธยาเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนสุโขทัยอย่างเต็มที่ในรัชกาลพระบรมไตรโลกนาถแล้ว ก็ไม่น่าจะมีความนิยมสร้างเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมอีกต่อไป

ดังนั้น หากช่างล้านนาเมื่อ พ.ศ.๒๐๗๑ จะนำเอาชุดฐานแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูมซึ่งเป็นแบบที่ไม่นิยมกันอีกแล้วมาสร้างที่เจดีย์วัดโลกโมฬี ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลตามหลักความนิยมและการรับอิทธิพลทางศิลปะแต่อย่างใด

แต่ในเมื่อไม่ปรากฏชุดฐานแบบนี้ในศิลปะล้านนา ก็ย่อมแสดงว่าเป็นชุดฐานที่จงใจสร้างขึ้นแน่นอน

แล้วอะไรเป็นสาเหตุให้ช่างของราชสำนักเชียงใหม่ต้องนำชุดฐานแบบนี้มาสร้างงานที่เป็นพระราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ ?

มีงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างล้านนา พิษณุโลก และอยุธยาในช่วงรัชกาลพระเมืองแก้วจนถึงรัชกาลพระเกศเกล้า ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนการสร้างเจดีย์วัดโลกโมฬีไว้อย่างน่าสนใจว่า ตั้งแต่รัชกาลพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ต้องการรวมศูนย์กลางอำนาจไว้ที่อยุธยา ดังนั้นจึงยกเลิกตำแหน่งพระมหาธรรมราชาแห่งเมืองเหนือที่พิษณุโลก จนเป็นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างล้านนากับอยุธยาเป็นเวลายาวนาน

ครั้นล่วงมาถึงรัชกาลพระรามาธิบดีที่ ๒ ก็ทรงดำเนินนโยบายเช่นเดียวกัน คือลดทอนอำนาจของราชสำนักเมืองเหนือที่พิษณุโลก โดยไม่สถาปนาตำแหน่งพระมหาอุปราชครองเมืองเหนือ แต่ในที่สุดมีแรงกดดันจนต้องสถาปนาพระอาทิตยวงศ์ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกในปี พ.ศ.๒๐๖๙ ก่อนเสด็จสวรรคตเพียง ๓ ปี

แรงกดดันครั้งนี้เข้าใจว่าเกิดจากพระอาทิตยวงศ์ซึ่งครองเมืองพิษณุโลกโดยที่มิได้ถูกสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช ได้ส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๐๖๕ พระเมืองแก้วยอมรับพระราชไมตรี และโปรดฯ ให้มีการอ่านพระราชสาส์นยังวัดหมื่นสาร

ความสัมพันธ์ดังกล่าวคงมีอำนาจต่อรองให้ทางอยุธยาต้องสถาปนาพระอาทิตย์วงศ์ขึ้นเป็นมหาอุปราชอย่างเป็นทางการ

หากใช้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ตามข้อสรุปนี้มาทดลองสร้างงานที่เป็นรูปธรรม จุดประสงค์ของการสร้างเจดีย์วัดโลกโมฬีเมื่อ พ.ศ.๒๐๗๑ อาจเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์หรือความร่วมมือระหว่างเชียงใหม่และพิษณุโลก และการที่ราชสำนักเชียงใหม่จะผสมผสานรูปแบบศิลปะของตนเองเข้ากับรูปแบบของศิลปะที่เป็นราชสำนักเมืองเหนือที่พิษณุโลก หรือความเป็นตัวเองของสุโขทัยเดิม ก็คงจะหนีไม่พ้นรูปแบบเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของสุโขทัย ไม่ใช่รูปแบบเจดีย์ทรงปรางค์อันเป็นความนิยมของศิลปะอยุธยา

ดังนั้น การสร้างศิลปกรรมจึงเกิดเป็นชุดฐานของเจดีย์ทรงดอกบัวตูมรองรับเจดีย์ทรงปราสาทในรูปแบบศิลปะล้านนา

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพิษณุโลก อยุธยา และเชียงใหม่ยังคงมีสืบต่อมาจนถึง พ.ศ.๒๐๘๘ ดังที่พระไชยราชาธิราช กษัตริย์อยุธยา ซึ่งเข้าใจกันว่าสืบเชื้อสายทางเมืองพิษณุโลกได้เสด็จขึ้นมาเชียงใหม่ กระทำบุญกุศลและพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างกู่บรรจุพระอังคารพระเกศเกล้าไว้ที่วัดโลกโมฬีด้วย

ความสัมพันธ์นี้มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นไปได้ที่ทั้งพระเกศเกล้าและพระไชยราชาธิราช (ขณะยังคงดำรงตำแหน่งมหาอุปราชที่พิษณุโลก) มีความพยายามจะสร้างความมั่นคงให้แก่ราชสำนักของตนเอง โดยพระเกศเกล้าพระราชทานพระนางจิระประภา พระราชธิดาเป็นพระชายาของพระไชยราชา ก่อนที่จะทรงยึดอำนาจจากพระรัษฐาธิราช และขึ้นเสวยราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.๒๐๗๗


รูปที่ ๖
ส่วนกลางของเจดีย์วัดโลกโมฬี: พัฒนาการที่ลงตัวของเจดีย์ทรงปราสาทล้านนา
โดยทั่วไป ฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมยกเก็จรองรับฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ยกเก็จนั้น เป็นชุดฐานที่วางอยู่เหนือฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นลักษณะฐานเจดีย์ในศิลปะล้านนา แต่สืบเนื่องจากชุดฐานล่างของเจดีย์วัดโลกโมฬีเปลี่ยนไป ฐานดังกล่าวตามสัดส่วนขององค์เจดีย์จึงกลายเป็นส่วนกลางร่วมกับเรือนธาตุในผังยกเก็จ

ลักษณะเช่นนี้พบมาแล้วตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เช่น เจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน (รูปที่ ๖) แต่ชุดฐานของเจดีย์วัดโลกโมฬีน่าจะเป็นชุดฐานที่มีพัฒนาการมาในรุ่นหลังแล้ว เพราะจำนวนการยกเก็จมากกว่า และความสูงของฐานปัทมสูงกว่า สืบเนื่องจากการขยายส่วนท้องไม้ ทำให้จำนวนของลูกแก้วอกไก่ที่ประดับมีมากกว่าด้วย (ในรายงานการขุดแต่งเพื่อการบูรณะแสดงด้วยภาพลายเส้นว่ามีลูกแก้วอกไก่ประดับสองเส้น แต่ภายหลังการบูรณะแล้วมีลูกแก้วอกไก่ประดับเพียงเส้นเดียว ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบให้แน่ชัดแล้วในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะประดับด้วยลูกแก้วอกไก่เพียงเส้นเดียว ความสูงของท้องไม้ก็ยังมีมากกว่า ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการเช่นกัน)

นอกจากนี้ วิธีการยกเก็จขององค์เรือนธาตุก็ต่างกัน


รูปที่ ๗
ยกเก็จของเรือนธาตุเจดีย์วัดป่าสักเกิดจากการยกแนวเสาให้พ้นแนวเรือนธาตุ (รูปที่๗) ในขณะที่เจดีย์รุ่นกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เช่น เจดีย์ที่เชื่อกันว่าบรรจุอัฐิพระเจ้าติโลกราชเมื่อปี พ.ศ.๒๐๓๑ ในวัดเจ็ดยอด (รูปที่ ๘) นั้น การยกเก็จของเรือนธาตุกระทำโดยก่ออิฐยกออกมาจากมุมประธานจนเกิดเป็นมุม จากนั้นจึงมีเสาประดับที่มุมอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับการยกเก็จของเจดีย์วัดโลกโมฬี


รูปที่ ๘
แต่การยกเก็จของเรือนธาตุเจดีย์วัดโลกโมฬีนั้นกลับมีจำนวนมากกว่า ดังนั้นย่อมเป็นพัฒนาการที่สืบเนื่องต่อมาในรุ่นหลังอีกระยะหนึ่งมากกว่าจะสร้างในระยะใกล้เคียงกัน

ที่กึ่งกลางขององค์เรือนธาตุเจดีย์วัดโลกโมฬีทุกด้านมีจระนำซุ้มลดประดิษฐานพระพุทธรูป

โดยทั่วไป เจดีย์ทรงปราสาทล้านนาย่อมมีจระนำประดิษฐานพระพุทธรูป แต่จระนำซุ้มลดของเจดีย์วัดโลกโมฬีได้แสดงถึงพัฒนาการทางศิลปกรรม ตลอดจนการรื้อฟื้นของเก่ามาทำใหม่ได้อย่างลงตัวยิ่ง

กรอบซุ้มจระนำรุ่นปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เช่น กรอบซุ้มเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน (รูปที่ ๙) เป็นกรอบซุ้มซ้อนกันสองชั้น กรอบซุ้มชั้นล่างเป็นกรอบวงโค้งสามวง มีแนวลาดโค้งต่อเนื่องมารับกับมกรคายนาคที่ปลายกรอบซุ้ม ด้านหลังของมกรประดับด้วยกลุ่มกระหนกหัวม้วนโค้ง กรอบซุ้มชั้นบนเป็นกรอบทรงสามเหลี่ยมปลายกรอบซุ้มประดับด้วยมกรและกลุ่มกนก กึ่งกลางของซุ้มทั้งสองชั้นประดับด้วยหน้ากาล รอบๆ กรอบซุ้มประดับด้วยแถวหัวขมวดของกระหนกขนาดเล็ก ถัดขึ้นไปเป็นแท่งยาวสูงที่เรียกกันว่า “ฝักเพกา” เสารับซุ้มตกแต่งด้วยบัวหัวเสา ลายกาบบน กาบล่าง และประจำยามอก


รูปที่ ๑๐
กรอบซุ้มจระนำแบบชั้นล่างของเจดีย์วัดป่าสักมีการเปลี่ยนแปลงต่อมาที่กรอบซุ้มจระนำเจดีย์แปดเหลี่ยมวัดสะดือเมือง เชียงใหม่ (รูปที่ ๑๐) ตามแนวพัฒนาการทางศิลปะแล้วน่าจะมีอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ กรอบซุ้มยังคงเป็นกรอบวงโค้งสามวง แต่ปลายกรอบซุ้มได้เปลี่ยนเป็นกลุ่มกระหนกแทนมกรคายนาค แถวหัวขมวดของกระหนกด้านบนของกรอบขยายตัวใหญ่ขึ้น และเรียงกันเป็นแถวสูงขึ้นหากึ่งกลางซุ้มในทรงสามเหลี่ยม เสารับซุ้มยังคงประดับด้วยบัวหัวเสาแต่เพิ่มบัวเชิงเสา ตลอดจนแนวลูกแก้วอกไก่เล็กๆ ประดับที่ด้านล่างของบัวหัวเสาและด้านบนของบัวเชิงเสาด้วย

ต่อมาราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลายประดับภายในกรอบซุ้มจระนำเริ่มมีลายดอกไม้และใบไม้เข้ามาประดับ แต่ปลายกรอบซุ้มบางแห่งก็ยังเป็นกลุ่มกระหนก และเริ่มมีแผงหน้าบันปรากฏขึ้นเป็นบางแห่ง ซึ่งต่อไปจะพบเป็นประจำในกรอบซุ้มจระนำรุ่นหลัง นอกจากนี้ แนวของลูกแก้วอกไก่ที่เสารับซุ้มจระนำก็ปรากฏเด่นชัดขึ้น


รูปที่ ๑๑
ตัวอย่างของซุ้มจระนำในระยะนี้ได้แก่ จระนำที่เจดีย์วัดเกาะกลาง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน (รูปที่ ๑๑)

จระนำราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมายังคงมีรูปแบบทำนองเดียวกัน แต่ที่แตกต่างไปอย่างชัดเจนคือปริมาตรของลวดลายเริ่มบางและเพรียวขึ้น ทั้งนี้สืบเนื่องจากเทคนิคการปั้นที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนแนวลูกแก้วอกไก่ที่เสารับซุ้มที่นอกจากจะเด่นชัดขึ้นแล้ว ถัดจากแนวลูกแก้วอกไก่ยังปรากฏแนวชั้นบัวคว่ำบัวหงายที่ทำเป็นโค้งตามเหลี่ยมของเสา ซึ่งศัพท์ช่างล้านนาเรียกว่า “ปากแล”

ลักษณะกรอบซุ้มจระนำนี้เป็นเช่นเดียวกับจระนำของเจดีย์วัดโลกโมฬี (รูปที่ ๑๒) ซึ่งนอกจากจะนำรูปแบบของจระนำชั้นลดกลับมาใช้ใหม่แล้ว ที่ปลายกรอบซุ้มลดชั้นบนยังได้นำรูปแบบมกรคายนาคเข้ามาใช้ หลังจากที่ช่างล้านนาไม่ค่อยทำกันแล้วในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

จระนำแบบเจดีย์วัดโลกโมฬีถูกนำไปเป็นต้นแบบของจระนำล้านนาต่อเนื่องในระยะหลังอีกยาวนาน


รูปที่ ๑๒
ส่วนยอด: ทรงเรียวที่เลื่อนไหล
เหนือเรือนธาตุเป็นชุดลดที่ประกอบด้วยหลังคาลาดรองรับฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ยกเก็จซ้อนกันสามชั้น ถัดไปเป็นองค์ระฆังและบัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉนและปลี ชุดลดทั้งสามชั้นได้ลดจำนวนของยกเก็จลง ทั้งนี้เนื่องจากการหายไปของยกเก็จที่รับซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ทรงที่สอบขึ้นของชั้นลดทำให้พื้นที่ชั้นสุดท้ายเล็กลง มีผลต่อเนื่องถึงองค์ระฆังและบัลลังก์ที่ต้องทำในผังสิบสองเหลี่ยม และสามารถทำให้ยอดถัดขึ้นไปอยู่ในผังกลมได้ทั้งหมด

เจดีย์ทรงปราสาทยอดเจดีย์ในศิลปะล้านนาราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เช่น เจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสนนั้น มักทำยอดบริวารอยู่เหนือมุมทั้งสี่ของเรือนธาตุ ทำให้มียอดห้ายอดเมื่อรวมกับยอดประธาน แต่หลังจากที่พระเจ้าติโลกราชดัดแปลงให้เจดีย์หลวงมีกระพุ่มเป็นยอดเดียวเมื่อ พ.ศ.๒๐๒๑ เจดีย์ห้ายอดก็ไม่เป็นที่นิยมกันอีก

ความพยายามทำให้ยอดมีเพียงยอดเดียวก็คือการนำเอาหลังคาลาดขนาดใหญ่มาแทนที่เพื่อบีบให้พื้นที่ว่างบนมุมเหนือเรือนธาตุหายไป

ตัวอย่างคือส่วนยอดของเจดีย์ที่เชื่อว่าบรรจุอัฐิของพระเจ้าติโลกราชในวัดเจ็ดยอด

ทรวดทรงที่ลงตัวมากขึ้นคือรูปทรงที่เพรียวสูงกว่าและลดขนาดที่เทอะทะของหลังคาลาดขนาดใหญ่ให้เล็กลง เช่นยอดของเจดีย์วัดโลกโมฬี น่าจะแสดงถึงพัฒนาการที่ต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี และยอดของเจดีย์ในรุ่นหลังก็แสดงความนิยมแบบเดียวกัน แต่การออกแบบในรายละเอียดของช่างก็แล้วแต่รสนิยมเฉพาะตัวเป็นหลักว่าจะสอดแทรกชั้นลดประเภทใด

ในกรณีทรงระฆังและบัลลังก์ในผังสิบสองเหลี่ยมของเจดีย์วัดโลกโมฬีนั้นก็สอดคล้องกับเจดีย์ทรงระฆังที่สร้างหรือซ่อมขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันด้วย เช่น ทรงระฆังและบัลลังก์ของพระธาตุดอยสุเทพ ที่ซ่อมครั้งสุดท้ายในรัชกาลพระเกศเกล้าเมื่อ พ.ศ.๒๐๘๑


รูปที่ ๑๓
เจดีย์วัดโลกโมฬีกับรูปแบบที่ต่อเนื่อง
สืบเนื่องจากลักษณะพิเศษของส่วนฐานเจดีย์วัดโลกโมฬีดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้พบว่าเจดีย์ทรงปราสาทยอดเจดีย์ในศิลปะล้านนาที่สร้างขึ้นภายหลัง ล้วนไม่มีส่วนฐานเป็นฐานเขียงและฐานปัทมลูกแก้วอกไก่ในผังสี่เหลี่ยม แต่เป็นผังยกเก็จแทบทั้งสิ้น

ความต่อเนื่องของเจดีย์วัดโลกโมฬีกลับปรากฏขึ้นที่เจดีย์ประธานของวัดทาดน้อย เมืองหลวงพระบาง (รูปที่ ๑๓) เจดีย์องค์นี้มีหลักฐานระบุอย่างชัดเจนว่าสร้างขึ้นเมื่อวันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑๑ ค่ำ พ.ศ.๒๐๙๑ โดยพระราชอัยกามหาเทวเจ้า ปีที่สร้างเจดีย์องค์นี้เป็นปีขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช

พระราชอัยกามหาเทวเจ้าองค์นี้ได้มีการศึกษาหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งฝ่ายลาวและล้านนาแล้ว สรุปว่าไม่น่าจะหมายถึงพระยาวิชุลราช พระอัยกา (ปู่) หรือพระเมืองเกศเกล้า (ตา) ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคตไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.๒๐๖๓ และ พ.ศ.๒๐๘๘ ดังนั้นจึงค่อนข้างเชื่อได้ว่า พระราชอัยกามหาเทวเจ้าอาจหมายถึงพระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้า ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการจารึกในสมัยโบราณของทั้งล้านนาและล้านช้างมักเว้นการเติมสระวรรณยุกต์ให้ครบถ้วน

พระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้าองค์นี้อาจจะเป็นได้ทั้งพระมเหสีของพระยาวิชุลราช หรือพระมเหสีของพระเกศเกล้าก็ได้

แต่หากพิจารณาจากข้อมูลในศิลาจารึกวัดเวียงสา เมืองเชียงของ ซึ่งได้ออกนามในพระราชโองการว่า พระเป็นเจ้าทั้งสามพระองค์แม่ลูก ให้หมื่นวัดเป็นผู้ประกาศ ดังนั้น บุคคลทั้งสามน่าจะหมายถึงพระอัยยิกามหาเทวีเจ้าพระราชมารดาของพระนางยอดคำ พระนางยอดคำพระราชมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช และพระไชยเชษฐาธิราชนั่นเอง

เจดีย์วัดทาดน้อย เมืองหลวงพระบาง ประกอบด้วยชุดฐานปัทมลูกแก้วในผังสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองฐาน ส่วนกลางเป็นเรือนธาตุในผังสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมและยกเก็จที่กึ่งกลางด้านทั้งสี่เพื่อเป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำ ส่วนยอดเป็นหลังคาเอนลาดรับชั้นลดในผังเพิ่มมุมรองรับชั้นมาลัยเถา องค์ระฆัง บัลลังก์ ปล้องไฉน และปลี รูปแบบทั้งหมดคือเจดีย์ทรงปราสาทตามแบบศิลปะล้านนา ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑

ถึงแม้รายละเอียดส่วนต่างๆ จะแตกต่างไปบ้าง เช่น การยื่นแนวท้องไม้ของฐานปัทมออกมามาก หรือจังหวะการประดับลูกแก้ว แต่ความแตกต่างนั้นก็สามารถอธิบายได้ในเรื่องความชำนาญของช่างที่มีความเข้าใจต่างกัน ตลอดจนงานซ่อมแซมบูรณะในรุ่นหลัง

ทว่าสิ่งที่ใกล้เคียงกับเจดีย์วัดโลกโมฬีมากที่สุดคือการสร้างฐานในผังสี่เหลี่ยมไม่เพิ่มมุม

จากเอกสารประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะยืนยันได้ว่า พระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้าคือพระมเหสีของพระเกศเกล้า ตลอดจนรูปแบบของเจดีย์ที่พระนางโปรดฯ ให้สร้างขึ้นก็มีเค้าโครงใกล้เคียงกับเจดีย์วัดโลกโมฬีที่พระเกศเกล้าสร้างขึ้นนี้ ย่อมเป็นไปได้เช่นกันว่า เมื่อเดือน ๑๒ ออก ๕ ค่ำ พ.ศ.๒๐๙๐ คราวพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จกลับเมืองหลวงพระบาง ในครั้งนั้นพระราชอัยยิกามหาเทวีเจ้าคงเสด็จไปด้วย เพราะเป็นระยะเวลาหลังจากพระเกศเกล้าสวรรคตแล้ว และราชสำนักเชียงใหม่ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจกันอย่างมาก

อีกประการหนึ่ง คราวเสด็จกลับเมืองหลวงพระบาง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงมีพระชันษาเพียง ๑๔ พรรษา ครั้งนั้นได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของเชียงใหม่ คือพระแก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ และพระแทรกคำไปด้วย

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชในขณะนั้นคงยังมิได้มีอำนาจเหนือล้านนาถึงขนาดจะนำพระพุทธรูปสำคัญเหล่านี้ไปด้วย เว้นแต่จะเป็นความเห็นชอบของพระราชอัยยิกามหาเทวีและพระราชมารดา ซึ่งบรรดาขุนนางในราชสำนักเชียงใหม่ขณะนั้นไม่กล้าขัดขวาง

และหลังจากที่พระราชอัยยิกามหาเทวีเสด็จถึงเมืองหลวงพระบาง คงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์วัดทาดน้อยองค์นี้ขึ้น โดยพยายามถ่ายแบบให้คล้ายคลึงกับเจดีย์วัดโลกโมฬีที่พระสวามีโปรดฯ ให้สร้างนั่นเอง

งานศิลปกรรมในอดีตแต่ละชิ้นย่อมมีจุดมุ่งหมายในการสร้างทั้งสิ้น หากจะทำความเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของการสร้างงานเหล่านั้น ก็ควรเข้าใจกระบวนการคิดของช่างหรือผู้อุปถัมภ์การสร้างด้วย ว่าความต้องการของผู้สร้างในเวลานั้นมีเหตุปัจจัยอย่างไร

กรณีของเจดีย์วัดโลกโมฬี หากเป็นการศึกษาในสายตรงเฉพาะด้านสถาปัตยกรรมแล้ว การที่มีรูปแบบฐานแตกต่างไปจากรูปแบบมาตรฐานก็อาจอธิบายได้ในเรื่องพัฒนาการทางศิลปะ หรือเรื่องโครงสร้างการรับน้ำหนัก แต่เมื่อนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องดังที่แสดงในบทความนี้ ก็สามารถแปลความหมายเกี่ยวข้องกับการเมืองได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบทความนี้จะอธิบายเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เพียงแต่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผู้ศึกษางานด้านศิลปกรรมสามารถนำไปปรับ โดยอาจจะนำสาขาวิชาอื่นๆ เข้ามาประกอบ ซึ่งอาจได้แนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถอธิบายรูปแบบที่ไม่ตรงตามมาตรฐานของเจดีย์องค์นี้เพิ่มขึ้นอีกก็ได้

หากมีการศึกษาที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะสนับสนุนหรือขัดแย้งกัน ก็ล้วนเป็นผลดีต่อการศึกษาของคนรุ่นหลังทั้งสิ้น
  

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2549 ฉบับที่ 32.2 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
วารสาร รายสามเดือน เมืองโบราณ


นายรอบรู้ สารคดี ดอต คอมBenz Thonburi ธนบุรีประกอบรถยนต์ Viriyah Insurance วิริยะประกันภัย Ancient City เมืองโบราณ สมุทรปราการ

กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ/ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
อาคารวิริยะประกันภัย สาขากรุงเกษม ชั้น 3 1242 ถนนกรุงเกษม แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
Tel: +66 (0) 2225 4476, +66 (0) 2226 2856, และ +66 (0) 2223 0851 # 3005 Fax: +66 (0) 2226 2856