ค้นหา 
“พร” ของพระนครในสมัยรัชกาลที่ ๕
(5245 คนอ่าน)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
กัณฐิกา ศรีอุดม

กรุงเทพฯ เติบโตจากสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการขุดคลอง และตัดถนนเชื่อมพระบรมมหาราชวัง อันเป็นศูนย์กลางความเจริญของบ้านเมืองออกไปถึงชานพระนครในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ถนน และคลองนั้นมีนามอันไพเราะ เป็นดั่ง “พร” ที่กษัตริย์ผู้มีบุญทรงตั้งความปรารถนาให้บังเกิดความ “เจริญกรุง” “บำรุงเมือง” “เฟื่องนคร” และ “ผดุงกรุงเกษม”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครเติบโตขึ้นมากเมื่อมีการสร้างพระราชวัง วัง และสาธารณูปโภคต่างๆ ที่สำคัญคือ “สวนดุสิต” พระราชอุทยานขนาดใหญ่นอกกำแพงพระนครด้านทิศเหนือ

การขุดคลอง และตัดถนนจำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อ “วังสวนดุสิต” เข้ากับพระบรมมหาราชวัง และกับพื้นที่อื่นๆ ทำให้เห็นแนวทางการเจริญเติบโตของเมืองในเวลาต่อมา

ดูเหมือนว่ารัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานนามมงคลอันเป็น “พร” ให้แก่พระมหานครนี้ทำนองเดียวกันกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ พรนั้นมีมากมาย ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นความทรงจำเรื่อง “สวนขวา” ในพระบรมมหาราชวังที่สืบเนื่องมาจากรัชกาลก่อนด้วย กล่าวได้ว่าพระนครในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นเมืองทันสมัยซึ่งเติบโตขึ้นบน “ความทรงจำ” จากอดีต

สวนขวา: พระราชอุทยานในพระบรมมหาราชวัง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังขึ้นนั้น ในบริเวณหมู่พระมหามณเฑียรที่ประทับ อันได้แก่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ มีสวนดอกไม้อยู่สองแห่ง ฝั่งตะวันตก เรียกว่า “สวนซ้าย” และฝั่งตะวันออก เรียกว่า “สวนขวา”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตนำเครื่องบรรณาการไปถวายแก่พระเจ้ากรุงจีนตามธรรมเนียมนั้น ราชทูตที่กลับมาเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๑ ได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบว่าบรรดาเศรษฐีที่เมืองปักกิ่ง และเมืองกวางตุ้งกำลังนิยมขุดสระ ทำภูเขา ปลูกต้นไม้แต่งสวน ทำกระถางต้นไม้เงินทอง ใบหยก ผลเพชรพลอย ประกวดประขันกัน จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเป็นแม่กอง ขุดขยายสระ และทำเก๋งที่สวนดอกไม้ในพระราชวังฝ่ายตะวันออก หรือ “สวนขวา” ให้เป็นที่รโหฐานเพื่อสำราญพระราชหฤทัย และให้เป็นเกียรติยศแก่บ้านเมือง(๑)

สวนขวาในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีขนาดใหญ่ขึ้น และงามวิจิตรยิ่ง มีการวางท่อเพื่อถ่ายเทน้ำในสระให้ใสสะอาดอยู่เสมอ ภายในสระมีเกาะน้อยใหญ่เรียงราย มีสะพานเชื่อมถึงกัน เป็นที่ตั้งของบรรดาพระที่นั่ง ป้อม และเก๋งต่างๆ อาทิ พระที่นั่งทองสามหลัง พระที่นั่งตึกแบบฝรั่งพื้นสองชั้นใช้ฟังมโหรี ป้อมริมน้ำที่ใช้จอดเรือที่ประทับ ป้อมสูงอันเป็นที่ทอดพระเนตรการแข่งเรือ และบริเวณโดยรอบพระราชอุทยาน เก๋งใหญ่ที่เสวย และเก๋งโรงละคร ที่ข้างเกาะ และขอบสระใหญ่นั้น ได้นำศิลาก้อนใหญ่มาก่อเป็นภูเขาแล้วสร้างเก๋ง และแพต่างๆ จำนวนนับร้อยเป็นบริวารล้อมรอบ(๒)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน ท้าวนางผู้ใหญ่ในพระราชวัง ตลอดจนบรรดาข้าราชการเป็นเจ้าของตกแต่งประดับประดาเก๋ง และแพประกวดกันให้งดงาม ทำให้สวนขวาเป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลินของราชสำนักทั้งในหน้าน้ำ และหน้าแล้งจนเป็นที่กล่าวขานถึง เพราะมีการละเล่นต่างๆ เช่น การสมโภชพระที่นั่งแล้วถวายภัตตาหารพระสงฆ์ การสมโภชพระบรมธาตุ การพายเรือลัดเลาะไปเที่ยวตามเกาะแก่งเก๋งแพต่างๆ การแข่งขันไล่เรือ การออกร้านขายของที่หน้าแพ และเก๋ง การเล่นละครใน สักวา เล่นมโหรีขับร้อง การลอยพระประทีป เป็นต้น(๓)

เนื่องจากการรักษาสวนขวาต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก ประกอบกับยังมีพระอารามอีกหลายแห่งสร้างค้างไว้แต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระราชอุทยานออก แล้วนำเครื่องตกแต่งอันงดงามเหล่านั้นไปประดับบรรดาพระอารามเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ อาทิ โปรดฯ ให้ชะลอศิลาก้อนใหญ่ๆ มาก่อเป็นภูเขาประดับลานวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามโดยรอบกำแพงทั้งชั้นใน และชั้นนอก ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีสวนขวาอันงดงามในพระบรมมหาราชวังมานับแต่นั้น คงมีแต่เพียงพระที่นั่งทองสามองค์ พระที่นั่งเย็น อ่างแก้ว โรงธรรมสภา กับประตูทางเข้าสามแห่ง ที่มีชื่อเรียกในภายหลังว่าประตูมังกรเล่นลมหรือมังกรรำ ตรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ประตูกลมเกลาตรูหรือประตูกลม ที่พระปรัศว์ขวา พระที่นั่งเทพสถานพิลาส อันเป็นที่ประทับของฝ่ายใน และประตูชมภู่ไพทีหรือชมพูไพที ที่ตั้งอยู่ตรงกับถนนในเขตพระราชฐานชั้นในเท่านั้น(๔)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองคูพระนครชั้นใหม่ (คลองผดุงกรุงเกษม) เป็นการขยายเขตพระมหานครออกไปอีก แล้วสร้าง “พระราชอุทยาน” เป็นที่เสด็จประพาส และประทับแรม ณ ริมคลองบางกะปิ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ เรียกว่า “สระประทุมวัน” หรือ “วังสวนสระปทุมวัน”(๕) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระปลูกบัว และพรรณไม้ต่างๆ สร้างเกาะกลางน้ำ และสร้างพลับพลาที่ประทับ และอาคารต่างๆ ไว้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อแปรพระราชฐาน ยังความสนุกสนานเพลิดเพลินยามหน้าแล้ง และหน้าน้ำในทำนองเดียวกับที่ “สวนขวา”

ส่วนสวนขวาในพระบรมมหาราชวังนั้น โปรดเกล้าฯ ให้รักษาพระที่นั่งทองสามองค์ไว้ แล้วทรงถวายเป็นพุทธบูชา เรียกว่า พระพุทธมนเทียร จากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระพุทธรัตนสถานอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบุษยรัตน์ซึ่งได้มาในรัชกาลที่ ๒ บูรณะโรงธรรมสภาเป็นพระที่นั่งทรงธรรม และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหิศรปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกับคัมภีร์พระไตรปิฎกเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศรัชกาลที่ ๒ อีกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้กั้นสวนขวาครึ่งหนึ่งนี้เป็นเขตพระราชอุทิศ เรียกว่า พระพุทธนิเวศน์ (สวนศิวาลัยในปัจจุบัน) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้น โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารหมู่หนึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ อาทิ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งภูวดลทัศไนย พระที่นั่งราชฤดี ฯลฯ รวมเรียกว่า พระอภิเนาว์นิเวศ(๖)

แม้ว่าพระที่นั่งหมู่นี้จะได้เสื่อมทรุดลงจนต้องรื้อออกไปทั้งหมดในสมัยรัชกาลที่ ๕ นามของพระที่นั่งบางองค์ก็ยังไปปรากฏอยู่ใน “วังสวนดุสิต” ในเวลาต่อมา

มรดกของสวนขวาที่วังสวนดุสิต: การประสมประสาน “เก่า” กับ “ใหม่”

สวนขวา ในพระบรมมหาราชวังสมัยรัชกาลที่ ๒ คือ “สวนในบ้าน” แบบจีน อันเป็นความนิยมร่วมสมัยเมื่อราชสำนักจีนมีอิทธิพลอยู่มากในเอเชียบูรพา และเอเชียอาคเนย์ ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านาย และข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน แข่งขันกันตกแต่งเก๋ง และแพต่างๆ ที่สร้างประดับพระราชอุทยานนี้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาเครื่องถ้วย และของตกแต่งจากจีนมาประดับเรือน และแต่งเครื่องโต๊ะบูชา

ความนิยมเสาะแสวงหาเครื่องถ้วยได้แพร่หลายไปยิ่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการเลือกเฟ้นเครื่องถ้วยชิ้นงามๆ ที่มีลวดลายเดียวกันมาจัดตั้งเป็นโต๊ะบูชาแบบจีน เรียกกันว่า “การเล่นเครื่องโต๊ะ” และมีการประกวดเครื่องโต๊ะแข่งขันกัน พ่อค้าจีนในสยามจึงออกไปจัดทำ และซื้อเครื่องถ้วยชามจากเมืองจีน เพื่อให้ต้องกับรสนิยมของชาวสยามที่ต่างไปจากความนิยมในเมืองจีน

ในบรรดาห้างที่จัดหาเครื่องถ้วยจีนมาขาย มีสองห้างที่ได้รับความนิยมมาก คือห้างพระยาพิศาลผลพานิช (ชื่น) ที่ใช้ยี่ห้อโปจูลี่กี่ กับห้างพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) ที่ใช้ยี่ห้อกิมตึ๋งฮกกี่(๗)

ความนิยม “เล่นเครื่องโต๊ะ” ที่แพร่หลายมากนี้ ทำให้มีผู้แสวงหาเครื่องโต๊ะจัดให้เป็นลายเดียวกันทั้งชุดมากขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่เครื่องโต๊ะจากจีนชุดเดียวได้กระจายไปยังผู้เล่นหลายคน ดังนั้น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) จึงไปทูลขอให้กรมขุนราชสีหวิกรม (ต้นสกุล ชุมสาย) ผู้กำกับกรมช่างสิบหมู่ ทรงจัดทำแบบอย่างเครื่องโต๊ะที่นิยมจัดกันในพระนคร รวม ๒๖ ชิ้น เพื่อไปสั่งทำที่เมืองจีนให้เป็นลายเดียวกันทั้งโต๊ะแล้วนำมาขาย เรียกกันว่า “โต๊ะกิมตึ๋ง” ตามชื่อยี่ห้อห้าง จึงเรียกการเล่นเครื่องโต๊ะนั้นว่า “การเล่นโต๊ะกิมตึ๋ง” อันเป็นมาตรฐานการประกวดเครื่องโต๊ะของไทยในเวลาต่อมา(๘)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้นำชื่อลวดลายต่างๆ ของเครื่องกิมตึ๋งมาตั้งชื่อถนน สะพาน เกาะ พระที่นั่ง และตำหนักต่างๆ ในวังสวนดุสิต จึงสะท้อนให้เห็นทั้งความนิยมในการเล่นเครื่องโต๊ะ และเป็น “ความทรงจำ” ของพระบรมมหาราชวังในวังสวนดุสิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สวนขวาอันเป็นจุดเริ่มต้นความนิยม “เล่น” เครื่องโต๊ะ เพราะที่วังสวนดุสิตก็มีการขุดสระ สร้างเกาะ พลับพลา และตำหนักในทำนองเดียวกัน เพียงแต่ใช้ “ชื่อลายภาพ” อันหลากหลายของเครื่องถ้วยมาเป็นชื่อสถานที่แทนการตกแต่งประดับประดา

วังสวนดุสิตทำให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำนองเดียวกับวังสวนสระปทุมวัน สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ว่าเติบโตขึ้นไปทางเหนือของพระนคร ที่ไม่ได้มีเพียงพระราชอุทยานหากยังมีวังในพระราชโอรสอีกหลายพระองค์อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน อย่างเช่น วังจันทร์เกษมในสมเด็จฯ พระบรมโอรสาธิราช วังปารุสกวันในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ วังสวนกุหลาบในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ และวังลดาวัลย์ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร

ในบ้านเมืองที่ใช้คลองเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญอย่างกรุงรัตนโกสินทร์ ถนนจึงเป็นเครื่องชี้วัดการเจริญเติบโตของบ้านเมืองตามแบบแผนตะวันตกได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเริ่มต้นตัดถนน และชักชวนให้ผู้มีทรัพย์สร้างสะพานข้ามคลองทางตอนใต้ของพระนคร อันเป็นชุมชนชาวต่างชาติ และมีผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่มากกว่าพื้นที่อื่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรโดยใช้ถนน

ต่อมา คหบดีผู้มีทรัพย์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงลงทุนขุดคลอง และตัดถนนเพื่อพัฒนาที่ดินทางตอนใต้ของพระนครในลักษณะที่สัมพันธ์กับถนนที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๔ แล้วถวายให้เป็นทางสาธารณะ อาทิ คลอง และถนนสาทรของหลวงสาทรราชายุกต์ (ยม พิศลยบุตร) ถนนสุริวงศ์กับถนนเดโชของเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) ถนนสี่พระยาของคณะบุคคลที่นำโดยพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (ม.ร.ว. ลพ สุทัศน์) ถนนรองเมืองของพระยาอินทราธิบดีฯ ถนนคอนแวนต์ ถนนสุรศักดิ์กับถนนประมวญของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) และถนนพิพัฒน์ของพระยาพิพัฒโกษา (เซเลสติโน ซาเวีย)(๙)

ส่วนทางตอนเหนือของพระนครนั้น ยังมีผู้คนตั้งบ้านเรือนไม่หนาแน่นมากนัก ดังนั้น เมื่อรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังสวนดุสิตจึงโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงโยธาธิการใช้เงินแผ่นดินสร้างถนนหลายสายทางด้านเหนือของพระนคร แต่ถนนในวังสวนดุสิต กับถนนที่อยู่ใกล้วังเจ้านายบางพระองค์นั้น สร้างด้วยเงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ กับเงินของท่านเจ้าของวังนั้นๆ(๑๐) เห็นได้ว่าการสร้างวังยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เมืองขยายตัวเช่นเดียวกับสมัยต้นรัตนโกสินทร์

ถนนในพระนครทิศเหนือส่วนใหญ่เป็นถนนสายสั้นๆ หลายสายที่เชื่อมต่อกันจนเป็นถนนสายยาว

ถนนที่ตัดในแนวเหนือ – ใต้ ขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยาอันมีคำว่า ใต้ – ใน – เหนือ – นอก เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ น่าจะหมายถึงถนนทางทิศใต้ของวัง – ในเขตวัง – ทิศเหนือของวัง – ด้านนอกเขตวัง

ส่วนถนนที่ตัดในแนวตะวันตก – ตะวันออก จากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามานั้น มีสามตอน คือ นอก – ใน – น่า หมายถึง ถนนที่อยู่นอกวัง – ในวัง – ด้านหน้าวัง

ดังนั้น ชื่อถนนเหล่านี้จึงช่วยกำหนดขอบเขตวังสวนดุสิตได้ว่าทิศเหนือจดแนวถนนซางฮี้ใน (ถนนราชวิถี) ทิศตะวันออกจดคลองขื่อหน้า ทิศใต้จดแนวถนนดวงตวันใน (ถนนศรีอยุธยา) และทิศตะวันตกจดถนนสามเสนโดยมีถนนดวงดาวใต้ ถนนดวงดาวใน และถนนดวงดาวเหนือ (ถนนนครราชสีมา) เป็นแนวแบ่งเขตพระราชฐานที่ประทับกับพระราชฐานชั้นใน (สวนสุนันทา) ในเวลาต่อมา

ชื่อถนน และสถานที่บางแห่งทางทิศเหนือของพระนครมีความหมายอันเป็นมงคลตามความเชื่อของชาวจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลวดลาย “ฮก ลก ซิ่ว” ที่นิยมจัดเป็นเครื่องโต๊ะกิมตึ๋ง จึงกล่าวได้ว่าเป็นการสืบทอดธรรมเนียมการตั้งชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล นับเป็น “พร” ของพระนครที่ปรารถนาให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองเปี่ยมด้วย “ยศศักดิ์ วาสนา ทรัพย์สมบัติ ลูกหลาน บริวาร และอายุยืนยาว” รวมทั้ง “ความสุขในครอบครัว” นอกเหนือจาก “ความทรงจำ” ของสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง

“พร” ในวังสวนดุสิต และพระนครด้านทิศเหนือ

ถ้าอยากทราบว่า “พร” ของพระนครในสมัยรัชกาลที่ ๕ อยู่ที่ใด ต้องหาพระบรมราชาธิบาย เรื่อง ฮก ลก ซิ่ว(๑๑) มาอ่านเทียบกับการพิจารณาแผนที่กรุงเทพฯ และแผนผังพื้นที่ในวังสวนดุสิต

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเพียงสังเขป(๑๒) เพื่อให้เห็นอิทธิพลของวัฒนธรรมจีน ที่ประสานเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อถือโชคลางกับสิ่งดีงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง ทั้ง “บ้าน” ของผู้ปกครองสูงสุด และ “เมือง” ของพระองค์

 ฮก: ยศศักดิ์วาสนา

 ถนนฮก  (ถนนนครปฐม) ตัดจากถนนลูกหลวง ริมคลองผดุงกรุงเกษม ขนานกับคลองเปรมประชากรด้านทิศตะวันออก ไปถึงถนนดวงตวันในทางด้านเหนือของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม บ่งบอกความหมายของ “ฮก” อย่างตรงไปตรงมา คือความสุขสมหวังดังใจปรารถนา

 เกาะยู่อี้  ในวังสวนดุสิต หมายถึงคทา อันเป็นเครื่องยศชั้นสูงที่จักรพรรดิทรงมอบให้กับขุนนางผู้ใกล้ชิด หรือพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ แสดงถึงความมีวาสนา เชื่อกันว่า ยู่อี้ เป็นคทาวิเศษ หากอธิษฐานขอสิ่งใดจากของกายสิทธิ์นี้ก็จะได้สมดังปรารถนา ยู่อี้จึงเป็นเครื่องหมายของ ฮก

 ถนนพุดตาน  ที่ตัดจากสนามหญ้าหน้าพระที่นั่งอภิเษกดุสิตในวังสวนดุสิตไปออกประตูสิงโต (ประตูประสาทเทวฤทธิ์) คือ ถนนพุดตานใน เมื่อตัดตรงไปถึงคลองสามเสนทางด้านเหนือของวัง ก็เป็นถนนพุดตานเหนือ (ถนนพิชัย) คนจีนเชื่อว่าดอกพุดตานหรือดอกโบตั๋นนี้เป็นพญาดอกไม้ เพราะเมื่อปลูกไว้ที่ใด ต้นไม้อื่นจะโน้มยอดเข้ามาหา แสดงถึงความมีวาสนา ภาษาจีนเรียกว่า ฝูหยง อักษร ฝู แปลว่า โชค จึงเป็นเครื่องหมายของโชควาสนา

 ถนนส้มมือ  อยู่ทางทิศตะวันตกของคลองเม่งเส็งกับคลองรางเงิน (ที่ขุดเชื่อมคลองผดุงกรุงเกษมกับคลองสามเสน) ถนนนี้มีหลายตอน ได้แก่ ถนนส้มมือใต้ ถนนส้มมือใน ถนนส้มมือเหนือ ถนนส้มมือนอก และถนนส้มมือหนู ส้มมือเป็นผลไม้มงคล ลักษณะเหมือนนิ้วเหยียดออกมาเป็นสัณฐานอย่างมือ เรียกว่า “มือฮก” หากเขียนเป็นตัวอักษรจีน อ่านได้ว่า ฝูโส่วกาน มีตัวอักษร ฝู ที่แปลว่าโชค

 ประตูค้างคาว  (ประตูคนธรรพรักษา) เป็นประตูเขตชั้นในด้านทิศเหนือของวัง อยู่ตรงถนนโถ ใกล้กับสวนฝรั่งกังไส และสวนญี่ปุ่น ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีแขนมีขาเป็นสี่เท้าแต่มีปีก ไม่รู้จักลงยังพื้นดิน จึงเป็นที่หมายแห่งวาสนา คำภาษาจีนอ่านว่า เปี่ยนฝู มีคำว่า ฝู ที่แปลว่า โชค

 ถนนดวงตวันv (ถนนศรีอยุธยา) อยู่ด้านทิศใต้ของเขตพระราชฐาน ตัดจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงไปด้านทิศตะวันออกจนถึงถนนราชปรารภ มี ๓ ตอน คือ ถนนดวงตวันนอก ถนนดวงตวันใน และถนนดวงตวันน่า ดวงตะวันหรือพระอาทิตย์ มีอานุภาพมาก เพราะให้แสงสว่าง และชีวิต จึงหมายถึง โชควาสนา

 ถนนคอเสื้อ  (ถนนพิษณุโลก) ตัดระหว่างถนนสามเสนทางทิศใต้ของถนนดวงตวัน สวนอัมพวัน วังปารุสกวัน สวนมิสกวัน ไปจนถึงทางรถไฟสายนครราชสีมา (หรือสายเหนือ) เป็นชื่อที่ได้จากการเขียนลายรูปค้างคาวต่อๆ กันในที่แคบ จึงกลายเป็นลายกระจัง หรือที่เรียกว่า “คอเสื้อ” หมายถึง ฮก

 ลก: ทรัพย์สมบัติ และบุตรบริวาร

 ถนนลก  (ถนนพระรามที่ ๕) เป็นชื่อถนนสายยาวสองสายที่เชื่อมต่อกัน ถนนลกตัดต่อจากถนนลูกหลวง ข้างคลองผดุงกรุงเกษมขึ้นไปทางเหนือ ขนานไปกับคลองเปรมประชากรด้านทิศตะวันออก ส่วนถนนลกเหนือ (ถนนทหาร) อยู่ทางตอนเหนือของวัง ตัดจากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงถนนลก ตรงที่ต่อกับถนนพระยาประดิพัทธ ลก หมายถึง ความบริบูรณ์ทั้งโภคทรัพย์ และบริวาร

 ถนนดวงเดือน  (ถนนสุโขทัย) เป็นถนนที่ตัดจากแม่น้ำเจ้าพระยามาบรรจบกับถนนซิ่ว แบ่งเป็นสองตอน คือ ถนนดวงเดือนนอก กับ ถนนดวงเดือนใน ดวงเดือน หรือพระจันทร์มีรัศมีแจ่มใสเป็นที่ควรยินดี ทั้งยังมีลาภ เพราะทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงอันเป็นที่เกิดแห่งทรัพย์ หรือ ลก

 ถนนทับทิม  เป็นถนนสายยาวที่ตัดคู่ขนานกับถนนส้มมือ อยู่ระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมกับคลองสามเสน มีคลองเม่งเส็งกับคลองรางเงินคั่นอยู่ตรงกลาง ถนนส้มมืออยู่ทางฝั่งตะวันตก ส่วนถนนทับทิมอยู่ทางฝั่งตะวันออก ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีเมล็ดมากนับร้อย จึงเป็นสัญลักษณ์ของความบริบูรณ์ หรือการอวยพรให้มีบุตรสืบสกุลจำนวนมาก

 เกาะกวาง  เป็นที่ตั้งตำหนักที่ประทับของกรมหลวงวรเสรฐสุดา พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา เจ้าจอมมารดาวาด และพนักงานภูษา เกาะกวางอยู่ในวงล้อมของคลองรางเงิน คลองลำนาก และคลองคาบแว่นแผ่นกระจก ทางด้านทิศเหนือของพระที่นั่งวิมานเมฆ กวางนั้นก็คือกวางดาวที่มีลายขาวพร้อยรูปเหมือนเงินกะแปะ อันแสดงถึงโภคทรัพย์

 ถนนเต๊ก  เป็นถนนในเขตพระราชฐานชั้นในของวังสวนดุสิต ตัดจากคลองลำนาก ทางด้านใต้ของถนนโถ ขนานไปกับคลองร่องไม้หอม ที่อยู่ระหว่างพระที่นั่งวิมานเมฆกับพระที่นั่งอภิเษกดุสิต แล้วตรงไปทางทิศใต้ (คือ ถนนเต๊กใต้) ผ่านพระตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ ตัดกับถนนหงษ์ย่อม แล้วผ่านด้านหลังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งราชฤดี ตัดกับถนนมังกรย่อม ไปออกถนนเบญมาศ ที่ประตูกวาง “เต๊ก” แปลว่า กวางหรือกวางดาวนั่นเอง

 สวนองุ่น  เป็นสวนภายในเขตพระราชฐาน อยู่ใกล้กับเวทีใหม่สวนอัมพรในปัจจุบัน องุ่นเป็นผลไม้ที่มีลูกดกเป็นพวง หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ คือ ลก

 ถนนเบญมาศนอก  คือ ถนนราชดำเนินนอกตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์จนถึงลานพระราชวัง ส่วนถนนเบญมาศใน อยู่ต่อจากถนนเบญมาศนอกตรงที่ตัดกับถนนดวงตวันน่า ไปบรรจบถนนใบพร เบญจมาศเป็นดอกไม้ที่มีกลีบสลับซับซ้อน แสดงถึงความมั่งคั่ง หรือ ลก

 ถนนราชวัต  เป็นชื่อถนนสองสาย ถนนราชวัตน่า (ถนนสุคันธาราม) อยู่ทางทิศใต้ และขนานกับคลองสามเสน ตัดขวางระหว่างถนนซิ่วกับถนนลก แต่ถนน “ราชวัต” ที่รู้จักกันในปัจจุบันอยู่ทางทิศเหนือ และขนานกับคลองสามเสน (ถนนนครชัยศรี) ราชวัต (ราชวัติ) แปลว่ารั้ว ในที่นี้คือการเขียนลายลูกคลื่น ที่หมายถึงน้ำ อันเป็นที่มาของความมั่งคั่ง เมื่อเขียนลายรีดๆ ผอมๆ เพราะต้องเขียนในที่แคบ จึงได้เป็นรูปรั้ว หรือลายราชวัต

 ซิ่ว : อายุยืนนาน

 ถนนซิ่ว  (ถนนสวรรคโลก) เป็นถนนที่ตัดขนานกับคลองขื่อหน้า (คลองด้านหน้าพื้นที่วัง ติดทางรถไฟสายนครราชสีมา) อยู่ระหว่างคลองสามเสนกับถนนคอเสื้อ ซิ่ว คือ อายุยืนยาว

 ถนนดวงดาว  (ถนนนครราชสีมา) เป็นแนวถนนที่แบ่งเขตพระราชฐานที่ประทับออกจากพระราชฐานชั้นในวังสวนดุสิต เมื่อเจ้านาย และข้าทูลละอองฝ่ายในออกจากพระบรมมหาราชวังมาตามถนนเทวียุรยาตร(๑๓) ที่วางแผนจะตัดจากตลาดเสาชิงช้า ข้ามถนนราชดำเนิน ถึงคลองรอบกรุง และคลองผดุงกรุงเกษม แล้วข้ามสะพานวิษณุกรรมนิรมาน (สะพานวิศุกรรมนฤมาน) ไปยังถนนดวงดาว ที่สร้างต่อจากถนนลูกหลวงเข้าไปยังวังสวนดุสิต

 ถนนดวงดาว  มีสามตอน ถนนดวงดาวใต้ อยู่ระหว่างถนนลูกหลวงกับถนนใบพร (อู่ทองนอก) ถนนดวงดาวใน อยู่ในสวนสุนันทา และถนนดวงดาวเหนือ ตัดจากถนนซางฮี้ไปถึงคลองสามเสน เหตุที่

 ดวงดาว  หมายถึงอายุยืนยาว ก็เพราะว่าดาวไม่มีขึ้นไม่มีแรม จึงย่อมตั้งอยู่บนท้องฟ้าอย่างยั่งยืน

 เกาะสน  ภายในวังสวนดุสิต เป็นที่ตั้งตำหนักหกหลัง ที่พระราชทานเป็นที่ประทับของพระเจ้าน้องนางเธอ พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๔ แบ่งเป็นกลุ่มตำหนักสามหลังสองด้าน ด้านทิศเหนือเป็นที่ประทับพระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิกับพระองค์เจ้าแขไขดวง และพระองค์เจ้ากาญจนากร ส่วนด้านทิศใต้เป็นที่ประทับของพระองค์เจ้าอรุณวดี พระองค์เจ้านารีรัตนากับพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี และพระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน เกาะสนนี้อยู่ถัดจากเกาะกวางลงมาทางทิศใต้ อยู่ในวงล้อมของคลองคาบแว่นแผ่นกระจกกับคลองร่องไม้หอม ต้นสนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ทนทานกว่าต้นไม้อื่น มีอายุยืนนาน และมีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี จึงเป็นสัญลักษณ์ของซิ่ว

 ถนนโถ  เป็นถนนภายในพระราชฐาน อยู่ด้านเหนือของคลองลำนาก ด้านหน้าบรรดาตำหนักพระภรรยาเจ้า ได้แก่ สวนนกไม้ สวนม้าสน สวนผักชีเข้ม สวนฝรั่งกังไส สวนญี่ปุ่น สวนวิลันดา และสวนโป๊ยเซียน โถ คือ ลูกท้อ อันเป็นผลไม้ที่มีรสชุ่มชื่นใจ เป็นอุปการแก่การมีอายุยืน ดังเช่นผลท้อสวรรค์ที่ออกดอกผลทุกสามพันปี ในไซอิ๋ว และผู้ลิ้มรสผลท้อนั้นจะได้เป็นอมตะเหมือนอย่างเห้งเจีย

 ถนนเถาองุ่น  เป็นถนนในเขตพระราชฐาน อยู่ด้านหน้าโรงช้าง ขนานกับถนนปลายใบพร (ถนนอู่ทองใน) ไปบรรจบถนนโถ เถาองุ่นเลื้อยติดต่อกันยืดยาวต่อเนื่อง จึงเปรียบได้กับ ซิ่ว

 ถนนประแจจีน  (ถนนเพชรบุรี) เป็นถนนที่ตัดระหว่างถนนคอเสื้อกับถนนราชดำริห์ เพื่อย่นระยะทางระหว่างสวนดุสิตกับสวนสระประทุมวัน ได้ชื่อมาจากลายประแจจีน อันเป็นลักษณะการเขียนลายในที่แคบโดยขีดเป็นเส้นๆ แล้วม้วนกลับ แสดงถึงความยืดยาว หรือ ซิ่ว

อักษรมงคล

นอกจาก “ฮก ลก ซิ่ว” แล้ว รัชกาลที่ ๕ ยังทรงอวยพรราชสำนักแห่งนี้ด้วยคำมงคลอื่นๆ เช่น ถนนซางฮี้ (ถนนราชวิถี) ที่ตัดขึ้นมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเครื่องกำหนดเขตพระราชฐานทางด้านทิศเหนือ ในระยะเริ่มต้นตัดถึงเพียงคลองส้มป่อย (ในเขตพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน) ต่อมาตัดเพิ่มรวมเป็นสามตอน คือ ถนนซางฮี้นอก ถนนซางฮี้ใน และถนนซางฮี้น่า

ซางฮี้ เป็นตัวอักษรจีนสองตัว คือ ซาง แปลว่าคู่หรือสองเท่า ส่วน ฮี้ แปลว่า ความสุข คำนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า double happiness เป็นอักษรคู่ที่ใช้อวยพรในงานวิวาห์ หมายถึงความสุขที่มีเป็นสองเท่า เป็นที่น่าสังเกตว่าบริเวณทิศเหนือที่ติดกับแนวถนนซางฮี้ในนั้นเป็นหมู่ตำหนักของบรรดาพระมเหสี และเจ้าจอมหม่อมห้าม เช่น ตำหนักสวนนกไม้ในสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลย์มารศรี ตำหนักสวนฝรั่งกังไสในพระราชชายาดารารัศมี ที่วังสวนดุสิต และตำหนักของบรรดาเจ้าจอมก๊ก “ออ” แห่งตระกูลบุนนาค ที่วังสวนสุนันทา เป็นต้น

“ความทรงจำ” ถึงพระมหากษัตริย์ผู้ยังความเจริญให้กับเขตดุสิต(๑๔)

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นทั้ง “พร” และการสะท้อนภาพ “ความทรงจำ” เรื่อง “สวนขวา” ที่สืบทอดมาจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันชื่อของถนนเหล่านี้เป็น “ความทรงจำ” ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๒ กระทรวงนครบาลในรัชกาลที่ ๖ ได้ประกาศเปลี่ยนนามถนน ๑๘ สายในพระนคร คงเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ๔ พระองค์ คือ รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ เพราะนามใหม่ของถนนบางสายเกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจในพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นๆ และถนนในเขตดุสิตก็สะท้อนให้เห็น “ความทรงจำ” เรื่องใหม่ถึงพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระราชวังดุสิต”

ด้วยเหตุนี้ ถนนลก ตั้งแต่ถนนลูกหลวงถึงถนนเตชะวณิช จึงได้ชื่อว่า ถนนพระรามที่ ๕ เพื่อระลึกถึงพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี ผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิต ขุดคลองเปรมประชากร ที่ขนานอยู่กับถนนนั้น ผ่านหน้าวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ที่โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นพร้อมกับวังสวนดุสิต และเกี่ยวข้องกับพระราชประวัติอย่างมาก จนได้รับการเรียกขานให้เป็นวัดประจำรัชกาล (ทั้งที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดราชบพิธ เป็นวัดประจำรัชกาลมาตั้งแต่ต้นแล้ว) นอกจากนั้น รัชกาลที่ ๕ กับ ลก ก็มีความหมายใกล้กัน เพราะ ลก คือ โภคสมบัติ และบริวารสมบัติ รัชกาลที่ ๕ ทรงมีโภคสมบัติอยู่ในความดูแลของพระคลังข้างที่ และทรงเปี่ยมไปด้วยบริวารสมบัติ คือ พระราชโอรสธิดา พระเจ้าหลานเธอกับปวงราษฎรผู้เคารพรักพระองค์ยิ่งนัก

ส่วน ถนนซางฮี้  นั้น สร้างต่อจากคลองส้มป่อยออกไปเมื่อรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักประทับแรมที่วังพญาไทเพื่อเสด็จไปทรง “ทำนา” และวังพญาไทได้เป็นพระราชฐานที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๖ และที่ประทับส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ ๖ ในเวลาต่อมา ดังนั้น ถนนซางฮี้ จึงมีนามที่สอดคล้องกับความสำคัญนั้นว่าถนนราชวิถี เพราะเป็นทางที่ใช้เสด็จพระราชดำเนินจากวังสวนดุสิตไปยังวังพญาไท

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ถนนซางฮี้อยู่ต่อกับถนนพญาไท และเชื่อมกับถนนราชปรารภ (ที่ตัดกับถนนประแจจีน) ที่สร้างไปถึงสะพานเฉลิมโลกข้ามคลองแสนแสบใกล้กับวังสวนสระปทุมวันข้างถนนราชดำริห์ที่สร้างไปบรรจบคลองถนนตรง (ถนนพระรามที่ ๔) กับ ถนนขวาง (ถนนสีลม) ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถนนซางฮี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของ “ถนนวงแหวนรอบนอกพระนคร” ในตอนนั้น ที่ช่วยให้เห็นขอบเขตของพระนครที่ขยายออกจากพระบรมมหาราชวังได้อย่างชัดเจนทั้งสามด้าน

  ถนนเบญมาศ  ตอนที่อยู่นอกพระราชฐาน ตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์ที่คลองผดุงกรุงเกษมไปถึงลานพระราชวังดุสิต ได้รับนามที่สอดคล้องกับแนวถนนที่ตัดเชื่อมพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต ว่าถนนราชดำเนินนอก เพราะเป็นทางที่เสด็จพระราชดำเนินออกมาด้านนอกกำแพงพระนคร

 ถนนดวงตวัน  จากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงถนนราชปรารภ ตัดผ่านวังจันทร์เกษม ที่ พระราชทานแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชตามธรรมเนียมกรุงเก่า เปลี่ยนนามเป็น ถนนศรีอยุธยา อันเป็นทั้ง “นามปากกา” ในรัชกาลที่ ๖ และนามราชธานีอันเป็นที่มาของ “วังจันทร์เกษม”

 ถนนคอเสื้อ  ตั้งแต่ถนนสามเสนจนถึงสะพานยมราช เปลี่ยนชื่อเป็นถนนพิษณุโลก เพราะตัดผ่านวังปารุสกวัน ที่ประทับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ผู้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารที่ประเทศรุสเซีย และเป็นต้นสกุลจักรพงษ์

 ถนนดวงดาว  ตั้งแต่ถนนคอเสื้อถึงคลองสามเสน เปลี่ยนนามเป็นถนนนครราชสีมา เพราะตัดผ่านวังสวนกุหลาบในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ผู้เสด็จไปทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ และทรงเป็นนายพลเรือเอก ผู้สำเร็จราชการกระทรวงทหารเรือในรัชกาลที่ ๖

 ถนนดวงเดือน  จากแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงถนนซิ่ว เปลี่ยนชื่อเป็นถนนศุโขทัย เพราะตัดผ่านวังศุโขทัย อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา ผู้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาก็คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

 ถนนพุดตานเหนือ  ตั้งแต่ถนนซางฮี้ในจนถึงคลองสามเสน เปลี่ยนชื่อเป็นถนนพิไชย ตรงกับพระนาม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ในรัชกาลที่ ๕ และเจ้าจอมมารดามรกฏ ผู้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาเกษตรกรรมจากประเทศอังกฤษ ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง กระทรวงเกษตราธิการ ก่อนจะเสด็จสวรรคตในรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นต้นสกุลเพ็ญพัฒน์

 ถนนราชวัต  ตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงถนนประทัดทอง (ถนนพระรามที่ ๖) เปลี่ยนชื่อเป็นถนนนครไชยศรี ตรงกับพระนาม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ในรัชกาลที่ ๕ และเจ้าจอมมารดาทับทิม ผู้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารที่เดนมาร์ก ต่อมา ทรงเป็นจอมพลทหารบก และเสนาบดีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้นสกุลจิรประวัติ

 ถนนประแจจีน  ตั้งแต่สะพานยมราชจนถึงสะพานเฉลิมโลก เปลี่ยนชื่อเป็นถนนเพชรบุรี ตรงกับพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ ผู้เป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์

 ถนนส้มมือหนู  ตั้งแต่ถนนซางฮี้ในจนถึงคลองสามเสน ที่ขนานไปกับถนนพุดตานเหนือ ทางฝั่งตะวันตก เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนสุพรรณ ตรงกับพระนาม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๕ และคุณพระประยูรวงศ์ (คุณจอมมารดาแพ บุนนาค) ที่สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงอาลัยมากจนถึงกับนุ่งขาวในงานพระเมรุ ที่โปรดเกล้าฯ ให้จัด ณ พระราชวังบางปะอิน เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗ และงานพระเมรุนี้ก็เป็นที่มาของธรรมเนียมการแจก “หนังสือที่คนชอบอ่าน” ในงานศพแทน “บทเทศนา” ตามที่รัชกาลที่ ๕ ทรงแนะนำ เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้แปลนิบาตชาดกตอนต้นเป็นหนังสือแจกพร้อมบทพระราชนิพนธ์คำนำ

 ถนนใบพร  ตั้งแต่ถนนสามเสนถึงถนนส้มมือใต้ ให้เปลี่ยนเป็นถนนอู่ทอง (นอก) และถนนปลายใบพร ตั้งแต่ถนนพระลานถึงถนนซางฮี้ใน ให้เปลี่ยนเป็นถนนอู่ทอง (ใน) ตรงกับพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดาในพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ (หม่อมเจ้าหญิงสายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทร์ภักดี และเจ้าจอมมารดาจีน พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๓ ต่อมา รัชกาลที่ ๗ ทรงสถาปนาเป็นพระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา) หรือที่ชาววังเรียกว่า “พระอัครชายาองค์เล็ก” ผู้ทรงรับผิดชอบห้องเครื่อง สำหรับ “สมเด็จหญิงน้อย” พระองค์นี้ทรงปฏิบัติหน้าที่ “เลขานุการ” ถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ และได้รับพระราชทานลิขสิทธิ์พระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน

 ถนนซิ่ว  ตั้งแต่สะพานยมราชไปจนถึงคลองสามเสน เปลี่ยนชื่อเป็นถนนสวรรคโลก ตรงกับพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล สรรพสกนธ์กัลยาณี กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี พระราชธิดาในพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอัครวรราชกัลยา (หม่อมเจ้าหญิงบัวหรือหม่อมเจ้าอุบลรัตนนารีนาค ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทร์ภักดี และเจ้าจอมมารดาจีน พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๓)

ส่วน ถนนฮก  ทางด้านตะวันตกของคลองเปรมประชากร ตรงหน้าบ้านนรสิงห์ (ทำเนียบรัฐบาล) ที่รัชกาลที่ ๖ พระราชทานแก่เจ้าพระยารามราฆพนั้น ได้นามใหม่ว่าถนนนครปฐม ที่น่าจะมาจากสร้อยพระนาม “กรมขุนเทพทวาราวดี” เพราะนครปฐมเป็นเมืองเก่าสมัยทวารวดี เป็นที่ตั้งพระราชวังสนามจันทร์ของพระองค์ และเจ้าพระยารามราฆพก็เป็นข้าราชสำนักผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามประตูต่างๆ ใน “พระราชวังดุสิต” ให้ไพเราะสมกับที่เป็นประตูในเขตพระราชฐานของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นสมมติเทพด้วย ดังนั้น ประตูสิงโต ที่เป็นสัตว์วิเศษชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวจีน จึงกลายเป็นประตูประสาทเทวฤทธิ์ ประตูค้างคาว ที่แสดงความเป็นมงคล หมายถึง โชควาสนา จึงกลายเป็นประตูคนธรรพรักษา ไปในที่สุด

ปัจจุบันยังคงมีนามสถานที่อันเป็นความทรงจำของการเล่นเครื่องกิมตึ๋งอยู่ในพระราชวังดุสิต แต่คนส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก และก็มีถนนสายสั้นๆ ที่บอกลักษณะกับสีของเครื่องถ้วยที่นิยมตั้งเป็น “เครื่องโต๊ะ” อยู่ในเขตดุสิตด้วยเช่นกันดังนี้

 ถนนสังคโลก  ข้างวชิรพยาบาลที่ตัดขนานกับถนนดวงดาว (ถนนสุโขทัย) เชื่อมถนนขาวกับถนนสามเสน ทำให้นึกถึงการจัดเครื่องโต๊ะด้วยเครื่องถ้วยสีเขียวหยกผิวรานที่เมืองไทยก็นิยมทำกันในสุโขทัย

 ถนนขาว  ที่ตัดขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ระหว่างถนนซางฮี้ (ถนนราชวิถี) กับถนนดวงดาว ผ่านหน้าวังพระน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๕ สองพระองค์ คือ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ (ต้นสกุลเกษมศรี) กับพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (ต้นสกุลไชยันต์) อาจหมายถึงการจัดเครื่องโต๊ะด้วยเครื่องถ้วยเนื้อดีชั้นเยี่ยมจากเมืองกังไสที่มีสีขาวสะอาด หรือจัดด้วยเครื่องถ้วยเคลือบสีขาวสีเดียวที่เลียนแบบสีหยกขาวก็เป็นได้

 ถนนเขียวไข่กา  ข้างโรงเรียนราชินีบน ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ที่ตัดจากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงถนนสามเสน แล้วต่อกับถนนอำนวยสงครามนั้น ก็บอกเล่าเรื่องการจัดเครื่องโต๊ะด้วยเครื่องถ้วยเคลือบสีเดียวที่ทำเลียนแบบสีเขียวของหยกเช่นกัน

ชื่อเหล่านี้ แม้จะมิใช่ “พร” ของพระนคร แต่ก็เป็น “ความทรงจำ” จากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

  กัณฐิกา ศรีอุดม อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และนิสิตปริญญาเอก ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนขอขอบคุณอาจารย์พีรศรี โพวาทอง ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลแผนที่และแผนผังต่างๆ

หมายเหตุ ชื่อบุคคลและถนนในบทความนี้ใช้ตามที่ปรากฏในเอกสารต้นฉบับเป็นสำคัญ

เชิงอรรถ
๑. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ (พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๔), หน้า ๙๓ - ๙๔. และ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ ๑๔ (ภาคที่ ๒๕ ตำนานสถานที่รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้าง) (พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๗), หน้า ๒๕๐ - ๒๕๒.
๒. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, เล่มเดิม, หน้า ๙๗ - ๑๐๐.
๓. เล่มเดิม, หน้า ๑๐๐ - ๑๐๖.
๔. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ ๑๔, อ้างแล้ว และ ม.ร.ว. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๕), หน้า ๑๑๓ - ๑๑๕.
๕. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, เล่มเดิม หน้า ๒๘๐ - ๒๘๑. และ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ), ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๔๗), หน้า ๒๖๐.
๖. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, เล่มเดิม, หน้า ๒๔๘ - ๒๕๓.
๗. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น, พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาปฎิภาณพิเศษ (อเล็กแซนเดอร์ อมาตยกุล) ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๗, หน้า ๕๔.
๘. เล่มเดิม, หน้า ๑๑๒ - ๑๑๙.
๙. สยมพร ทองสาริ, “ผลกระทบจากการตัดถนนในกรุงเทพฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓): ศึกษาเฉพาะกรณีการตัดถนนในกำแพงพระนครด้านเหนือและด้านใต้พระนคร”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๖, หน้า ๑๒๐ - ๑๓๐.
๑๐. เช่น ถนนขาวและถนนสังคโลก สร้างจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และของกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติกับกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย แต่เมื่อเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าที่ได้ประมาณการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำเงินที่เหลือจากการตั้งแสดงพิพิธภัณฑ์นานาชาติมาใช้
๑๑. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระบรมราชาธิบายเรื่องฮก ลก ซิ่ว”, ใน ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น, หน้า ๑๖ - ๒๙.
๑๒. ข้อเขียนต่อไปนี้มีที่มาจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระบรมราชาธิบายเรื่องฮก ลก ซิ่ว”, ใน ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น และ พระราชหัตถเลขาสมเด็จพระปิยมหาราชพระราชทานเจ้าพระยาวรพงศ์และประวัติเจ้าคุณพ่อ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ตีรณสาร, ๒๕๒๖) (พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ ม.ล. เรียบ สนิทวงศ์ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๖), สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น, พรพรรณ จันทนาโรจน์, ฮก ลก ซิ่ว โชค ลาภ อายุยืน, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๓๙) พระที่นั่งวิมานเมฆ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, ๒๕๒๖) แผนที่กรุงเทพฯ สำรวจ พ.ศ. ๒๔๕๐, ๒๔๖๔, ๒๔๖๘ และ ๒๔๗๓ และ แผนผังสถานที่ในพระราชวังดุสิต ที่จัดเก็บในสำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ.
๑๓. แนวถนนเทวียุรยาตร ที่คู่กับถนนราชดำเนินนี้เป็นพระราชดำริในรัชกาลที่ ๕ ที่ได้กลายเป็น “ความทรงจำ” เรื่องใหม่หลังเหตุการณ์ ๒๔๗๕ เมื่อได้ก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตรงที่ถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนดินสอ ถนนที่สร้างต่อไปข้ามสะพานเฉลิมวันชาติที่คลองรอบกรุง ผ่านหน้าวัดตรีทศเทพ และด้านข้างวัดมกุฎกษัตริยาราม ไปข้ามสะพานวิศุกรรมนฤมานที่คลองผดุงกรุงเกษม จึงมีนามที่สอดคล้องกันว่าถนนประชาธิปไตย
๑๔. ข้อเขียนต่อไปนี้มีที่มาจาก ทำเนียบนามภาค ๔ ถนนในจังหวัดพระนครและธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระเมรุ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๒ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส (พระนคร: โรงพิมพ์บำรุงธรรม, ๒๔๘๒) พร้อมทั้งแผนที่ถนนในกรุงเทพฯ ประกอบ ทำเนียบนาม ภาค ๔, สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น และ “นิทานที่ ๙ เรื่องหนังสือหอหลวง”, ใน นิทานโบราณคดี, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (กรุงเทพมหานคร: บรรณาคาร, ๒๕๔๓), หน้า ๑๑๔ - ๑๑๕ กับ ราชสกุลวงศ์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม), พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๔๓๖)
  

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2549 ฉบับที่ 32.1 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
วารสาร รายสามเดือน เมืองโบราณ


นายรอบรู้ สารคดี ดอต คอมBenz Thonburi ธนบุรีประกอบรถยนต์ Viriyah Insurance วิริยะประกันภัย Ancient City เมืองโบราณ สมุทรปราการ

กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ/ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
อาคารวิริยะประกันภัย สาขากรุงเกษม ชั้น 3 1242 ถนนกรุงเกษม แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
Tel: +66 (0) 2225 4476, +66 (0) 2226 2856, และ +66 (0) 2223 0851 # 3005 Fax: +66 (0) 2226 2856