ค้นหา 
เมืองไทยวันนี้...จากสังคมชาวนาสู่สังคมทาส
(1840 คนอ่าน)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
ศรีศักร วัลลิโภดม






ในชีวิตการศึกษาทางมานุษยวิทยาของข้าพเจ้า ไม่เคยให้ความสำคัญกับแนวคิดทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ์ ในเรื่องวิวัฒนาการทางสังคม จากสังคมบรรพกาล สังคมทาส สังคมศักดินา มาเป็นสังคมนายทุน รวมทั้งเรื่องระบบการผลิตแบบเอเชีย (Asiatic mode of production) ที่ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ เพราะที่มาของแนวคิดนั้นมาจากชีวิตและประสบการณ์ของมาร์กซ์ในสังคมยุโรปยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เรียกว่าต่างจากสังคมเอเชียแทบจะคนละขั้วทีเดียว

โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่ง

เพราะนับเวลากว่าพันปีมาแล้ว สังคมมนุษย์ในดินแดนประเทศไทยตั้งแต่สมัยทวารวดีลงมาเป็นนครรัฐ (City state) ที่มีสังคมสองระดับอยู่ร่วมกันและเกื้อกูลกันตลอดเวลา คือสังคมระดับล่างของคนที่ถูกปกครอง ซึ่งเรียกว่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน กับสังคมของบุคคลผู้มีหน้าที่ปกครอง ซึ่งแตกต่างกันในระดับชั้นและสิทธิพิเศษ

สังคมระดับล่างคือสังคมชาวนา (Peasant society) ส่วนสังคมระดับบนคือสังคมศักดินา

สังคมชาวนาเป็นสังคมผู้ผลิตและเป็นแรงงานให้สังคมศักดินา ซึ่งเป็นชนชั้นบริหารและปกครองรัฐ ที่มีหน้าที่หลักเพียงสองประการ คือป้องกันรัฐและสังคมให้ปลอดภัยจากการรุกรานภายนอก ตลอดจนรักษาความสงบและความยุติธรรมภายใน หาใช่เป็นรัฐสวัสดิการที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ไม่ เพราะเรื่องสวัสดิการนั้นเป็นการจัดการกันเองในระดับครอบครัวและชุมชนท้องถิ่น

“รัฐสวัสดิการ” เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากสังคมตะวันตก

สังคมชาวนาไม่ได้เป็นสังคมอิสระที่ไม่สัมพันธ์กับสังคมศักดินา หากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่ (Part society) ร่วมกัน มีความสัมพันธ์กันแบบพึ่งพิง (Interdependence) มีระบบอุปถัมภ์ (Patron and client relationship) เป็นกลไกเชื่อมโยงกัน โดยมีระบบคุณธรรม ความเชื่อทางศาสนากำกับ ไม่ให้มีลักษณะขูดรีดและเอาเปรียบกันดังที่พวกมาร์กซิสต์เข้าใจ

ระบบอุปถัมภ์เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีพระคุณกับผู้เป็นหนี้บุญคุณ ผู้อุปถัมภ์ต้องกอปรไปด้วยความเมตตากรุณา ส่วนผู้ได้รับการอุปถัมภ์ย่อมต้องมีสำนึกในความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ระบบดังกล่าวยังเป็นบันไดสังคมที่ทำให้ผู้ถูกอุปถัมภ์ โดยเฉพาะลูกหลานของคนในสังคมชาวนาก้าวข้ามมาเป็นชนชั้นศักดินาได้ อย่างเช่นผู้ชายมีโอกาสเข้ามารับราชการเป็นขุนนาง ขณะที่ผู้หญิงมีความสัมพันธ์ทางการแต่งงานกับขุนนางข้าราชการ หรือไม่ก็ได้รับคัดเลือกและสนับสนุนให้เป็นข้าหลวงรับใช้ในราชสำนัก

....................

ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งสังคมชาวนาและสังคมศักดินาเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ไม่มีใครมีกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะที่ดินเป็นของพระมหากษัตริย์ จึงเรียกว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” โดยพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานที่ดินให้แก่คนที่เป็นขุนนาง ข้าราชการ และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้มีที่ทำกินและสร้างที่อยู่อาศัยโดยพึ่งพิงกัน ทุกคนมีสิทธิ์ในพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินแต่อย่างใด หากเลิกอยู่อาศัยและเลิกทำกินแล้ว ที่ดินเหล่านั้นจะต้องกลับคืนไปเป็นของหลวง คือของพระมหากษัตริย์ดังเดิม โดยที่อาจทรงอนุญาตให้ผู้อื่นมาอยู่อาศัยและทำกินต่อไปได้

ความแตกต่างในสิทธิ์อยู่อาศัยและทำกินระหว่างคนในสังคมชาวนากับสังคมศักดินาก็คือ ชาวนามีสิทธิ์ในการมีที่ดินทำกินน้อยกว่าผู้มีศักดินา

กฎหมายตราสามดวงอันเป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้กำหนดสิทธิ์ของบุคคลที่เป็นไพร่และทาสไว้ชัดเจน ขณะที่ผู้มีศักดินานับตั้งแต่ชั้นหมื่น ขุน หลวง พระยา ขึ้นไปจนถึงเสนาบดีและเจ้านายมีสิทธิ์มากน้อยตามตำแหน่งต่ำสูงขึ้นไป

หากที่ดินที่อาศัยและที่ทำกินหมดประโยชน์แก่ผู้ครอบครองสิทธิ์ ก็ต้องคืนตกเป็นของหลวงของพระเจ้าแผ่นดินดังเดิม ทำให้ดูไม่ต่างอะไรกับชาวนา หากผู้มีศักดินาทำความผิดจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ปรับสินไหมและถูกตำหนิติเตียนหนักกว่าคนที่เป็นชาวนาและข้าทาส

สังคมชาวนาและสังคมศักดินาอยู่ร่วมกันและพึ่งพิงกันมาโดยตลอด แทบไม่มีหลักฐานของการกดขี่ข่มเหงจนถึงฆ่าฟันกันอย่างในประเทศอื่น อันเนื่องมาจากบ้านเมืองเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

มีประชากรน้อย แต่มีที่ทำกินและตั้งถิ่นฐานมากมายอยู่ในเขตมรสุมที่มีฝนตกตามฤดูกาล

แทบไม่ต้องขวนขวายในการผลิตอาหาร เพราะไม่ว่าฤดูกาลใดก็มีอาหารมากมายแตกต่างไปตามท้องถิ่นต่างๆ

ไม่มีความขัดแย้งและความรุนแรงอันเกิดจากความอดอยากหิวโหย (Hungry) จนทำให้ต้องฆ่าฟันกัน

หากจะเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น ก็ไม่ใหญ่โตลุกลาม และมีเพียงเป็นครั้งเป็นคราว ซึ่งก็มักมีเหตุอันเนื่องมาจากความอยาก ความโลภ และความต้องการอำนาจของบุคคลเป็นสำคัญ

นอกจากประเทศไทยจะอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและที่ทำกินแล้ว ยังมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของสังคม ที่อบรมให้คนไม่ทำบาปและฆ่าฟันกัน โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการทำบุญทำทาน เป็นสิ่งที่ทั้งชาวนาและผู้มีศักดินายึดถือเป็นรูปแบบในการดำเนินชีวิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรม ที่สำคัญ สังคมไทยทั้งชาวนาและศักดินาไม่รังเกียจที่จะให้โอกาสแก่คนทุกชาติ ทุกภาษา และวัฒนธรรมที่มาจากภายนอก

สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทอย่างยิ่งในการเปิดโอกาสให้คนจากภายนอกเข้ามาเป็น “ไทย” โดยพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานที่ดินที่อยู่อาศัยให้คนจากภายนอกเข้ามาตั้งหลักแหล่งและอยู่กันเป็นชุมชน ที่ว่าเป็น “ชุมชน” นั้น แลเห็นได้จากการมีวัด โบสถ์ มัสยิด หรือศาสนสถานที่ประกอบประเพณีพิธีกรรมตามลัทธิความเชื่อทางศาสนาที่ชนกลุ่มนั้นนับถือ พระมหากษัตริย์จะทรงกัลปนาที่ดิน ผู้คน เครื่องใช้สิ่งของ วัว ควาย และสิ่งซึ่งมีความสำคัญแก่การดำรงชีวิตให้กับวัดหรือศาสนสถานตามศาสนาที่คนกลุ่มนั้นนับถือ โดยย่อก็คือทรงพระราชทานอำนาจทั้งหลายแหล่ของชุมชนให้แก่ศาสนสถาน ซึ่งทำให้คนในชุมชนมีฐานะเป็นข้าพระ ต้องทำมาหากินร่วมกันในที่ดินของวัดและบำรุงรักษาวัด โดยมีชีวิตวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเป็นอิสระภายในขอบเขตของชุมชนนั่นเอง

ในช่วงระยะแรกๆ ชุมชนชาติพันธุ์เหล่านี้ดำรงอยู่ในลักษณะที่เป็นชุมชนพลัดถิ่น (Diaspora) อยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากยังไม่สามารถปรับตัวเองเข้ากับชุมชนต่างชาติพันธุ์อื่นๆ ในท้องถิ่นเดียวกันได้ แต่โดยเหตุที่สังคมสยามเป็นสังคมเปิดที่รัฐเปิดโอกาสให้คนในชุมชนชาติพันธุ์สามารถสังสรรค์แลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจกับชุมชนอื่นๆ ได้ ทำให้ความรู้สึกแปลกแยกระหว่างกันค่อยบรรเทาลงในหมู่คนรุ่นหลังลงมา จนความรู้สึกว่าชาติพันธุ์ของตนดีกว่าของผู้อื่น (Ethnocentric) มลายไป กลายเป็นคนท้องถิ่นเดียวกัน มีสำนึกร่วมของการอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน เช่นเป็นคนเมืองนั้นเมืองนี้เกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้ นับเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันในแนวนอน

ส่วนในแนวตั้งนั้น รัฐสยามเปิดโอกาสให้คนในชุมชนทางชาติพันธุ์มีส่วนร่วมเข้ารับราชการเป็นทหารและแรงงานในการป้องกันบ้านเมือง รวมทั้งผู้มีความรู้ความสามารถทางวิชาชีพและวิชาการต่างๆ เข้าเป็นข้าราชการ มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางเหมือนกับคนสยามอื่นๆ

จากความสัมพันธ์ทั้งแนวนอนและแนวตั้งดังกล่าว ทำให้แลเห็นสังคมสยามที่มีมาตั้งแต่โบราณเป็น ๒ ระดับ คือสังคมท้องถิ่นระดับล่าง เป็นสังคมพหุลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และสังคมระดับบน เป็นสังคมหลวงหรือสังคมศักดินา ที่มีสำนึกร่วมของความเป็นคนไทย มีภาษาไทยกลางเป็นภาษาหลัก

อาจสรุปได้ว่า วัฒนธรรมของคนในสังคมท้องถิ่นเป็น “วัฒนธรรมราษฎร์” ที่มีความเป็นพหุลักษณ์ ขณะที่สังคมระดับบนเป็น “วัฒนธรรมหลวง” ที่เน้นบูรณาการทางวัฒนธรรมให้มีเอกลักษณ์ ดังเห็นได้จากสิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และรูปแบบทางศิลปกรรม เป็นต้น ........................

>>>อ่านต่อในฉบับ



อ่านเรื่องฉบับเต็มได้ใน วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๔ (ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๕)
สมัครสมาชิก/สั่งซื้อ โทร. ๐ ๒๒๘๑ ๖๑๑๐ ต่อ ๑๐๕
ติดต่อกองบรรณาธิการ mboranjournal@gmail.com โทรศัพท์/โทรสาร ๐ ๒๒๒๖ ๒๘๕๖
www.facebook.com/mbrjournal
  

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2555 ฉบับที่ 38.4 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
วารสาร รายสามเดือน เมืองโบราณ


นายรอบรู้ สารคดี ดอต คอมBenz Thonburi ธนบุรีประกอบรถยนต์ Viriyah Insurance วิริยะประกันภัย Ancient City เมืองโบราณ สมุทรปราการ

กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ/ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
อาคารวิริยะประกันภัย สาขากรุงเกษม ชั้น 3 1242 ถนนกรุงเกษม แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
Tel: +66 (0) 2225 4476, +66 (0) 2226 2856, และ +66 (0) 2223 0851 # 3005 Fax: +66 (0) 2226 2856