ค้นหา 
เหวัชระมณฑล
(4402 คนอ่าน)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
กฤษฎา พิณศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

พระพิมพ์ภาพ เหวัชระมณฑล สำริด พบที่จังหวัดสุพรรณบุรี ศิลปะเขมรในประเทศไทย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘)

พระพิมพ์ในศิลปะเขมร ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาแบบมหายานนิกายวัชรยานหรือพุทธตันตระ ซึ่งเน้นในเรื่องเวทมนตร์ คาถาอาคม มณฑล เลขยันตร์ต่างๆ พระพิมพ์บางแบบมีลักษณะเป็นการจำลองแผนภาพของมหาจักรวาล หรืออนุจักรวาลแห่งกลุ่มเทพหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งแวดล้อมด้วยบริวาร ตามคติความเชื่อในลัทธิศาสนา สำหรับผู้เลื่อมใสศรัทธาใช้เป็นสื่อในการเข้าถึงเทพองค์นั้นๆ เพื่อให้ช่วยคุ้มครอง ขจัดความเลวร้าย หรือเพื่อให้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นต้นว่า พระพิมพ์ภาพเหวัชระมณฑล

เหวัชระจัดอยู่ในกลุ่มยิดัมหรือเทพผู้พิทักษ์พุทธศาสนามหายาน ซึ่งปรากฏขึ้นในสมัยพุทธตันตระ มีหน้าที่ในการปราบภูตผีปิศาจสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ให้ทำอันตรายมนุษย์ พระสงฆ์ในนิกายมหายานตันตระทุกรูปจะต้องมียิดัมประจำตัวสำหรับบูชาโดยเฉพาะ ยิดัมมีอยู่ด้วยกันหลายตน เช่น เหวัชระ คุหยสมาช มหามายา สังวร กาลจักร ชัมภล ซึ่งแต่ละตนมีลักษณะดุร้ายน่ากลัว

เหวัชระถือเป็นยิดัมหรือเทพผู้พิทักษ์ตนหนึ่งที่ได้รับการนับถืออย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้นิยมพุทธตันตระ ดังปรากฏรูปเคารพจำนวนมากทั้งในรูปเดี่ยวและร่วมกับศักติหรือบุคคลอื่น

ลักษณะทางประติมานวิทยาของเหวัชระที่สังเกตได้คือ วรรณะ (ผิวกาย) สีฟ้า สวมเครื่องทรงแบบพระโพธิสัตว์หรือธรรมบาล (ธรรมบาลมีตำแหน่งเทียบเท่าพระโพธิสัตว์ มีอยู่ด้วยกัน ๘ องค์ มีหน้าที่ทำสงครามปราบปรามปีศาจและยักษ์มารต่างๆ ซึ่งเป็นศัตรูของพุทธศาสนา) มักปรากฏกายในรูปตันตระ คือ มี ๘ เศียร ๑๖ กร ๔ บาท

เศียรทั้ง ๘ จัดเรียงกันโดยมีเศียร ๓ เศียรอยู่ด้านข้างทั้งสองของเศียรกลาง และเศียรที่ ๘ อยู่บนเศียรกลาง แต่ละเศียรจะมีสามเนตร กรทั้ง ๑๖ กรถือหัวกะโหลก โดยแปดถ้วยข้างขวาบรรจุสัตว์โลกต่างๆ มีช้าง ม้า ลา โค อูฐ มนุษย์ กวาง และแมว ส่วนถ้วยด้านซ้ายบรรจุเทพประจำแผ่นดิน น้ำ ลม ไฟ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระพรหม และท้าวไวศรวรรณ (ท้าวชัมภลหรือกุเวร)

พระบาททั้ง ๔ นั้น สองบาทหน้าเหยียบร่างมนุษย์ (หรือซากศพ) ไว้ ส่วนอีกสองบาทหลัง เต้นรำท่าอรรธปรยังก์ โดยงอพระชงฆ์ซ้ายและพับพระชงฆ์ขวาขึ้นไว้ใต้พระเพลาซ้าย

ในศิลปะทิเบตมักปรากฏร่วมในท่ากอดรัด (ยัม – ยัม) กับศักติ (Nairatmya) ซึ่งมีเศียรเดียวสองกร กรหนึ่งถือดาบ (grigug) ส่วนอีกกรหนึ่งโอบกอดอยู่กับเหวัชระ

ส่วนศิลปะเขมรมักปรากฏในรูปเดี่ยว พักตร์ทั้ง ๘ มีทั้งที่แสดงสีพระพักตร์โกรธเกรี้ยวและสงบอ่อนโยน บ้างมีเนตรที่สาม บ้างก็ไม่มี ทรงเครื่องทรง ได้แก่ กุณฑล กรองศอ พาหุรัด ทองกร และทองบาท กรทั้ง ๑๖ ข้างถือสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ แต่ส่วนใหญ่มักมีลักษณะไม่ชัดเจนหรือหลุดหายไป มักมีสองบาท ซึ่งบางครั้งอาจมีการเซาะเป็นร่องเพื่อแสดงให้เห็นเป็นคู่พระบาทซ้ายทั้งสองเหยียบอยู่บนซากศพ พร้อมกับเต้นรำในท่าอรรธปรยังก์ นอกจากนี้ยังปรากฏอยู่บนสิ่งของที่ใช้ในกิจพิธีทางศาสนา เช่น บนสังข์สำริดสำหรับรดน้ำมนตร์ หรือเป็นบุคคลสำคัญอันดับแรก หรืออันดับรองบนพระพิมพ์ในพุทธศาสนาลัทธิตันตระ

เหวัชระมีเทพสตรีหรือที่เรียกว่านางโยคินีแปดตนเป็นบริวาร นางโยคินีเหล่านี้มีหน้าที่ทำลายล้างอวิชชาหรือสิ่งชั่วร้ายและรักษาทิศทั้งแปดของจักรวาล ถือกำเนิดขึ้นจากญาณของเหวัชระเรียงกันตามลำดับทิศหลักและทิศรอง โดยเริ่มจาก

Gauri กำเนิดขึ้นเป็นตนแรกทางทิศตะวันออก มีผิวกายสีดำ สัญลักษณ์ประจำตัวคือ มีดและปลา ซึ่งถืออยู่ในกรขวาและซ้ายตามลำดับ
Cauri กำเนิดขึ้นทางทิศใต้ มีผิวกายสีแดงราวกับพระอาทิตย์ สัญลักษณ์คือกลองและหมี หรือหมูป่า (Boar)
Vetali กำเนิดขึ้นทางทิศตะวันตก มีผิวกายสีทองสุกสว่าง สัญลักษณ์คือเต่าและหัวกะโหลก
Ghasmari กำเนิดขึ้นทางทิศเหนือ มีผิวกายสีเขียวมรกต สัญลักษณ์คืองูและชาม
Pukkasi กำเนิดขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีผิวกายสีคราม (Sapphire) สัญลักษณ์คือสิงโตและขวาน
Savari กำเนิดขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีผิวกายสีขาว (Moonstone) สัญลักษณ์คือพระ (นักบวช) และพัด
Candali กำเนิดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีผิวกายสีดำหมอกเมฆ สัญลักษณ์คือจักร (Wheel) และคันไถ (Plough)
Dombi กำเนิดขึ้นเป็นคนสุดท้ายทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีผิวกายสีทอง สัญลักษณ์คือวัชระในกรขวา ส่วนกรซ็ายแสดงอาการชี้นิ้ว

นางโยคินีทั้งหมดดังกล่าวล้วนมีสองกร สามเนตร มักอยู่ในท่าเต้นรำ (อรรธปรยังก์) เหนือซากศพ ที่ประทับของนางโยคินีเหล่านี้คือ เทพเจ้าในศาสนาฮินดู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอวิชชา ได้แก่ พระพรหม พระอินทร์ พระวิษณุ พระศิวะ พระยม ท้าวกุเวร พระนิรฤติ และ Vemacitrin

ในลักษณะที่เป็นรูปเคารพมักแสดงสัญลักษณ์ของเหวัชระมณฑลวงกลมสองวง วงกลมที่อยู่ภายในแสดงภาพเหวัชระกำลังเต้นรำอยู่เหนือซากศพในท่าอรรธปรยังก์ มีนางโยคินีทั้งแปดแวดล้อมประจำทิศอยู่ภายในกรอบวงกลมด้านนอก หรืออาจแสดงอยู่ในรูปของกุฎาคาร (Kutagara) หรือปราสาท (Prasada) ในศิลปะเขมร โดยมีรูปวงกลม (มณฑล) ของเหวัชระและนางโยคินีทั้งแปดอยู่ตรงกลางภายในส่วนที่เรียกว่า ครรภธาตุหรือครรภคฤหะ ส่วนบนเหนือครรภธาตุแสดงส่วนประกอบคล้ายชั้นของหลังคาปราสาทซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้น ชั้นบนสุดมีพระพุทธรูปนาคปรกอยู่ตรงกลาง มีรูปบุคคลนั่งอยู่ในระดับต่ำเยื้องลงมาเล็กน้อยทั้งสองด้าน ถัดลงมาเป็นชั้นของรูปบุคคล (พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์) ประทับนั่งอยู่ในซุ้มจำนวนแถวละ ๓, ๕ และ ๗ องค์ ตามลำดับ ด้านล่างสุดหรือชั้นฐานของปราสาททำเป็นรูปบุคคล (พระโพธิสัตว์) ในท่ายืนภายในซุ้มจำนวนห้าองค์

พระพุทธรูปนาคปรกที่ประดิษฐานอยู่บนยอดสุดของพระพิมพ์ดังกล่าว คงมีความหมายถึงพระอาทิพุทธเจ้าตามคติทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายวัชรยานหรือพุทธตันตระ ส่วนรูปบุคคลที่อยู่ถัดลงมาจากพระพุทธรูปนาคปรกรวมทั้งที่ฐาน โดยเฉพาะในชั้นหรือแถวซึ่งมีจำนวนรวมกันห้าองค์ ก็น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับพระธยานิพุทธทั้งห้า (ไวโรจนะ อักโษภยะ รัตนสัมภวะ อมิตาภะ มุทรา และะอโมฆสิทธิ) รวมทั้งผู้ที่เกิดในสกุลของพระองค์ เช่น พระธยานิศักติ (วัชรธาตุวิศวรี โลจนา มามกิ ปาณฑรา และตารา) และธยานิโพธิสัตว์ (พระสมันตรภัทร พระวัชรปาณิ พระรัตนปาณิ พระอวโลกิเตศวร และพระวิศวปาณี) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี สำหรับในพระพิมพ์เราไม่สามารถที่จะกำหนดชี้ชัดลงไปในแต่ละบุคคลได้ เนื่องจากมีรายละเอียดของรูปภาพไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะจำแนกเพศ มุทรา หรือสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของแต่ละองค์ สำหรับภาพพระพุทธรูปที่อยู่ภายในซุ้มหลังคาปราสาทชั้นล่างสุดนั้น นาย J.J. Boels สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระธยานิพุทธอมิตาภะ เนื่องจากแสดงธยานมุทรา (ปางสมาธิ) อันเป็นสัญลักษณ์ (มุทรา) ประจำพระองค์ อย่างไรก็ดี พระพุทธรูปดังกล่าวอาจหมายถึงพระอดีตพุทธจำนวนเจ็ดพระองค์สุดท้ายที่เรียกว่า สัปตมานุษิพุทธเจ้า ซึ่งประกอบด้วยวิปัสสี (จากสารกัป) สิขี และเวสสภู (จากมัณฑกัป) กกุสันธะ โกนาคม กัสสปะ และโคตมะ (จากภัทรกัป) โดยเฉพาะเมื่อประทับอยู่เรียงกันเจ็ดองค์ ตามที่ปรากฏอยู่ในองค์พระพิมพ์

เอกสารอ้างอิง
ผาสุข อินทราวุธ. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๓.
Boeles, J.J. “Two YoQinis of Hevajara from Thailand” Essays Offered to G.H. Luce Volume II Artibus Asiae. Publishers – Ascona, Switzerland.


ภาพประกอบ
พระพิมพ์ภาพเหวัชระมณฑล สำริด พบที่จังหวัดสุพรรณบุรี ศิลปะเขมรในประเทศไทย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘)
  

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2548 ฉบับที่ 31.1 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
วารสาร รายสามเดือน เมืองโบราณ


นายรอบรู้ สารคดี ดอต คอมBenz Thonburi ธนบุรีประกอบรถยนต์ Viriyah Insurance วิริยะประกันภัย Ancient City เมืองโบราณ สมุทรปราการ

กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ/ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
อาคารวิริยะประกันภัย สาขากรุงเกษม ชั้น 3 1242 ถนนกรุงเกษม แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
Tel: +66 (0) 2225 4476, +66 (0) 2226 2856, และ +66 (0) 2223 0851 # 3005 Fax: +66 (0) 2226 2856