ค้นหา 
ศาลแม่โพสพริมคลองบางพรม: หลักฐานทุ่งนาฝั่งธนฯ
(4769 คนอ่าน)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์
วิชญดา ทองแดง: เรื่อง/ภาพ
 

ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พื้นที่ส่วนใหญ่ของตลิ่งชัน (หมายรวมเอาเขตทวีวัฒนาในปัจจุบันไว้ด้วย) แลดูกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยเป็นผืนนาผืนใหญ่ในฝั่งธนบุรี บ้านเรือนผู้คนแทบไม่มีให้เห็น มีผู้เล่าไว้ว่าหากยืนอยู่ละแวกบางพรมแล้วมองออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็จะเห็นโรงเรียนผู้ใหญ่แสง คลองบางพรม ใกล้วัดโกมุทฯ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวเจ็ดกิโลเมตรได้ถนัด และหากมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็จะเห็นวัดโพธิ์ (ตลิ่งชัน) เด่นชัด

หลายสิบปีผ่านไป แม้ผืนนาหมดสิ้น แต่สิ่งที่ยืนยันถึงสภาพทุ่งนากว้างใหญ่ได้ดีที่สุด คือ ”ศาลแม่โพสพ”

ศาลแม่โพสพ ในเขตวัดศิริวัฒนาราม แขวงบางพรมนั้น เชื่อมโยงให้เห็นถึงหลากมิติของพื้นที่และผู้คนถิ่นนี้ ลูกหลานชาวบางพรมขนานแท้ยังจำเรื่องที่ปู่เคยเล่าให้พ่อฟังแล้วสืบต่อมาได้ดี โดยเฉพาะประวัติของ “รูปปั้นแม่โพสพ” ในวัดศิริวัฒนาราม

แม่โพสพคือเทพธิดาแห่งข้าว บางตำนานเล่าว่าแต่เดิมนางเป็นเทพธิดา เมื่อหมดบุญในสวรรค์แล้วจึงลงมาเกิดเป็นข้าวด้วยสงสารที่มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างอดอยาก โดยได้รับความช่วยเหลือจากพระฤาษีในป่าหิมพานต์ให้ได้เป็นข้าวกระจายไปในที่ต่างๆ บ้างก็ว่าแม่โพสพเกิดจากพระฤาษีที่ตั้งใจบำเพ็ญให้มีอาหารของมนุษย์เกิดขึ้น ฯลฯ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่กินข้าวจึงเคารพแม่โพสพ ยิ่งชาวนาด้วยแล้วยิ่งเคารพนับถือและยึดเหนี่ยวบูชาแม่โพสพในทุกขั้นตอนของการทำนา

ในเขตบางพรมที่แต่เดิมมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับการทำนานั้นเล่ากันมาว่า เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว ตาเหล็งกับยายแฟงจะทำขนมจีน เลยแช่ข้าวสารเตรียมไว้ พอรุ่งเช้าข้าวกลับงอกเป็นต้นข้าว ทั้งสองเห็นว่าเป็นเหตุอัศจรรย์เลยเอาต้นข้าวดังกล่าวไปผสมปั้นเป็นรูปแม่โพสพ กลายเป็นที่เคารพนับถือบูชาของชาวนาบางพรมและผู้คนในละแวกใกล้ และมีงานฉลองแม่โพสพทุกปีมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เดิมกำหนดงานจะตรงกับช่วงฤดูกาลที่ดินแตกระแหง เพราะมีเกร็ดอยู่ว่า ถ้าเชิญแม่โพสพออกมา ฝนก็จะตก ทำให้มีน้ำทำนาได้ข้าวดี งานฉลองนี้แต่ละบ้านจะเอาข้าวเปลือกมากองรวมกัน นิมนต์พระทั้งสี่วัดในละแวกนี้ (วัดประดู่ วัดใหม่ วัดมะพร้าวเตี้ย วัดโพธิ์) มาสวดมนตร์ แล้วทำบุญสมโภช ส่วนกองข้าวเปลือกขนาดมหึมาก็จะมีเจ้าของโรงสีชาวจีนแถบบางเชือกหนังมารับซื้อ เงินที่ได้ก็ถวายวัด หรือใช้ในการสาธารณประโยชน์ต่างๆ

บางยุคยังเคยมีประเพณีอัญเชิญแม่โพสพแห่ไปตามคลอง เริ่มราวเก้าโมงเช้าเข้าคลองบางพรม ถึงคลองชักพระ แล้วอัญเชิญขึ้นที่วัดแห่งหนึ่ง มีมหรสพสมโภชตลอดคืน พอรุ่งเช้าจึงอัญเชิญลงเรือแห่กลับตามคลองบางเชือกหนัง ผ่านโรงสีใหญ่สามโรง (ปัจจุบันโรงสีล่าง เหลือแต่ปล่องให้เห็นอยู่แถววัดนักบุญเปโตร โรงสีกลาง เป็นโรงซ่อมระหัดวิดน้ำและโรงงานจากัวร์ ส่วนโรงสีบน กลายเป็นสุขศาลาของเขตภาษีเจริญ ) แล้วกลับมาขึ้นศาลชนวันงานพอดี แต่น่าเสียดายที่แม้ทางวัดจะเคยรื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมาในปี พ.ศ.๒๕๔๑ แต่ก็มีเหตุให้ไม่มีการจัดแห่ทางเรืออีกแล้วในปัจจุบัน

ในอดีต แม่โพสพของชาวบางพรมเคยมาประทับทรงอยู่เป็นประจำและสืบทอดร่างทรงมาหลายครั้ง โดยระหว่งพิธีจะต้องมีแต่สาวพรหมจรรย์เท่านั้น แต่ครั้งหนึ่งในขณะที่แม่โพสพมาประทับทรงในร่างยายปิ่น บังเอิญมีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ วิ่งผ่าเข้ามากลางพิธี จากนั้นไม่ปรากฏว่าแม่โพสพจะลงมาประทับร่างใครอีกเลย

ไม่เฉพาะแต่ชาวบางพรมเท่านั้นที่นับถือบูชาแม่โพสพ สมัยแม่โพสพอยู่ในศาลเก่าที่ทางสี่แพร่งบริเวณที่คลองบางพรมมาตัดกับคลองลัดตาเหนียวและคลองลัดมะยมนั้น เมื่อแม่ค้าจากถิ่นอื่นๆ (เช่น บางคูเวียง) พายเรือมุ่งหน้าไปปากคลองตลาดผ่านศาลนี้ ก็จะเอามาลัยมาถวายตั้งแต่หัวบันไดยันศาล บางช่วงสุมทับกันจนแห้ง เกิดไฟไหม้ก็เคยมาแล้ว

ความศักดิ์สิทธิ์ของแม่โพสพบางพรมคงโด่งดังอยู่ไม่ใช่น้อย ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๒ คนต่างถิ่นอันประกอบด้วยนายยัง นายนวย และชายไม่ทราบชื่ออีกคนหนึ่ง ได้มาคลุกคลีอยู่แถวนี้ แล้วคงคิดว่าข้างในรูปปั้นแม่โพสพมีทองคำ เลยลักเอาใส่เรือไป แม้ปัจจุบันคนที่ลักไปเสียชีวิตหมดแล้วแต่ก็ยังสืบหารูปปั้นเดิมไม่พบ

ในเวลาต่อมา นายมานพ แก้วคำ หรือ “หมอเปีย” หมอกลางบ้านที่ชาวบ้านนับถือ ได้ริเริ่มรวบรวมศรัทธาสร้างรูปแม่โพสพขึ้นใหม่ เงินส่วนที่เหลือได้นำมาใช้สร้างศาลแม่โพสพในปัจจุบันด้วย

ก่อนหน้านั้น ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ นางสาวศิริ หยุนแตง (อายุราว ๗๐ ปีใน พ.ศ. ๒๕๔๘) ได้ยกที่ดินผืนหนึ่งใกล้ศาลแม่โพสพ ซึ่งขณะนั้นเป็นหนองน้ำใช้ประโยชน์ไม่ได้ ให้สร้างวัด ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาจึงเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถมดินขึ้นมาจากระดับเดิมกว่าสองเมตร พื้นที่ที่เคยเข้าถึงได้เฉพาะอาศัยทางเดินตามไร่นาก็เริ่มมีทางรถยนต์เข้ามาถึงในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๕ กรมศาสนาจึงได้อนุมัติให้ตั้งเป็นวัดศิริวัฒนาราม มีที่ดินราว ๙ ไร่ ๓ งาน

เมื่อมีวัดแล้ว ชาวบางพรมก็เห็นร่วมกันว่าควรย้ายศาลแม่โพสพมาอยู่ในเขตวัดเพื่อให้มีคนดูแล

ศาลแม่โพสพในปัจจุบันเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว โอ่อ่า กว้างขวาง อยู่ริมคลองลัดตาเหนียว (เมื่อราวร้อยปีก่อนเป็นเพียงทางลากเรือขนข้าว) หากแต่ศาลนี้ไม่ใช่ศาลแรก เพราะเท่าที่สืบสาวไปได้นั้น เคยมีศาลไม้เล็กๆ อยู่ตรงทางสี่แพร่งบริเวณที่คลองสามสายมาตัดกัน ครั้นเริ่มสร้างวัดศิริฯ เมื่อราวสามสิบก่อนก็ได้ย้ายมาสร้างศาลใหม่บนฝั่งตรงหัวมุมคลองบางพรมและลัดตาเหนียว เป็นศาลไม้คล้ายบ้านทรงไทยใหญ่ขนาดที่ต้องใช้แรงชายถึงยี่สิบสองคนยก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ได้สร้างเป็นศาลก่ออิฐถือปูนดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และมีงานฉลองศาลแห่งนี้ไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕

ศิลปะในศาลแม่โพสพนั้น นอกจากงานปูนปั้นรูปแม่โพสพถือรวงข้าวลอยตัวเด่นที่หน้าบันซึ่งเป็นฝีมือช่างแก้ว – เพชรบุรีแล้ว ช่างคนเดียวกันยังฝากผลงานไว้ที่ผนังหลังศาลด้านนอกด้วยฉากตำนานฤาษีกับเมล็ดข้าว ส่วนภายในศาลมีภาพวาดทุ่งนากว้างใหญ่ใช้เป็นฉากหลังของรูปปั้นแม่โพสพ หัวหน้าช่างคือคุณนิตยา เต็มเจริญ ภาพนี้เขียนลงบนผ้าแล้วเอามาติดผนังอีกทีหนึ่ง ครั้งแรกเขียนเป็นภาพทุ่งนาแบบยุโรป แต่ทางวัดอยากได้เป็นภาพทุ่งนากว้างๆ คล้ายที่ถิ่นนี้เคยมีในอดีตแบบที่เดี๋ยวนี้ยังมีให้เห็นอยู่แถบเพชรบุรีมากกว่า ภาพหลังคณะช่างจึงนำมาเปลี่ยนให้ดังประสงค์

เมื่ออัญเชิญรูปปั้นแม่โพสพประดิษฐานแล้ว ทางวัดและญาติโยมก็ได้ไปหารูปปั้นแม่ธรณีและ จากละแวกเสาชิงช้ามาประดิษฐานไว้ด้วยกันในศาลนี้ด้วย

ในปัจจุบัน งานฉลองศาลแม่โพสพที่เคยมีกำหนดเป็นข้างขึ้นข้างแรมในราว ๙ - ๑๐ ค่ำ มาเป็นร้อยปี ได้ปรับเปลี่ยนรวมกับงานวัดศิริวัฒนารามเป็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์แรกของมีนาคมทุกปี

ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๘, ๒๕๒๑ และ ๒๕๒๖ เกิดน้ำท่วมรุนแรงทางฝั่งธนฯ ประกอบกับเกิดหนอนกอและโรคระบาดในนาข้าว อีกทั้งเมืองขยาย สภาพพื้นที่บางพรมไม่เอื้อต่อการผลิตทางกสิกรรรมอีกต่อไป นาหลายๆ แปลงทยอยกลายเป็นสวนมาก่อนหน้าผืนนาสุดท้ายของบางพรมที่หมดสิ้นไปในราวปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พันธุ์ข้าวขาวอากาศ ข้าวเลี้ยงนกกระจอก ฯลฯ ที่ปลูกกันมาก่อนข้าว กข. เหลือเพียงตำนาน

ทุกวันนี้ชาวบางพรมที่เคยทำนาหรือทันเห็นผืนนากว้างขวางยังอดออกปากไม่ได้ว่า นับเป็นเรื่องน่าอดสูใจไม่น้อยที่ผู้คนในพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญมาเนิ่นนานอย่างแถบบางพรมต้องซื้อข้าวเขากิน!

และแม้จะไม่มีการทำนาอีกแล้ว แต่แม่โพสพก็ยังเป็นที่เคารพบูชาของชาวบางพรมตลอดไป

 

ขอขอบคุณ พระสุรเชษฐ์ คุณณรงค์ ขาวเจริญ และคุณศรัณย์ ทองปาน

  

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2550 ฉบับที่ 33.3 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
วารสาร รายสามเดือน เมืองโบราณ


นายรอบรู้ สารคดี ดอต คอมBenz Thonburi ธนบุรีประกอบรถยนต์ Viriyah Insurance วิริยะประกันภัย Ancient City เมืองโบราณ สมุทรปราการ

กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ/ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
อาคารวิริยะประกันภัย สาขากรุงเกษม ชั้น 3 1242 ถนนกรุงเกษม แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
Tel: +66 (0) 2225 4476, +66 (0) 2226 2856, และ +66 (0) 2223 0851 # 3005 Fax: +66 (0) 2226 2856