ค้นหา 
ลัดเลาะคลองสามเสน
(4300 คนอ่าน)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์

ปราณี กล่ำส้ม


หลวงพ่อสุขเกษม พระประธานวัดโบสถ์สามเสน มีตำนานเล่าว่านำมาจากอยุธยา

สามเสน เป็นชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพแห่งหนึ่ง ในอดีต บริเวณนี้ถือเป็นสถานที่ห่างไกลจากพระนคร ช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชากรเพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายเขตพระนครออกไปทางทิศตะวันออก จนถึงทุ่งวัวลำพอง ทุ่งส้มป่อย และทุ่งสามเสน

บริเวณย่านสามเสนจึงมีเรื่องราวเค้าเงื่อนปรากฏอยู่หลายแห่งทั้งในนิทานปรัมปราเล่าสืบต่อกันมาถึงเรื่องพระลอยน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ สามแสน หรือสามเสน

พระลอยน้ำที่สามเสน

มีเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า กาลครั้งหนึ่ง มีพระเจ้าไตรตรึงษ์ ครองเมืองพระนครอโยธยา มีพระราชธิดาทรงพระสิริโฉมงดงาม ความงามของพระองค์เลื่องลือไปทั่ว จนเจ้าชายไชยสงคราม โอรสของผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ เสด็จลงมาลักลอบได้เสียกับพระราชธิดา เมื่อความรู้ถึงพระเจ้าไตรตรึงษ์ว่า เจ้าชายแปลงกายเข้ามาทางท่อน้ำ จึงทำลอบดักไว้ เจ้าชายจึงติดลอบสิ้นพระชนม์ เมื่อเพื่อนเจ้าชายทราบข่าวจึงลงมาแก้แค้น โดยแปลงกายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลอยน้ำมาถึงเมืองอโยธยาก็หยุดนิ่งไม่ลอยต่อไป พระเจ้าไตรตรึงษ์ให้ฉุดพระพุทธรูปไว้ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระพุทธรูปลอยมาถึงตำบลบางกอก ผู้คนพากันแตกตื่นช่วยกันฉุดพระพุทธรูปอีกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดต้องระดมคนจำนวนถึงสามแสนคนจึงสามารถฉุดพระพุทธรูปขึ้นมาได้ แต่พระพุทธรูปปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ก็หายไป นับแต่นั้นมาผู้คนจึงเรียกสถานที่นี้ว่า สามแสน ซึ่งต่อมาคงกร่อนเหลือเพียง “สามเสน” เท่านั้น

เมื่อครั้งที่สุนทรภู่ กวีแห่งรัตนโกสินทร์ เดินทางโดยเรือไปยังพระพุทธบาท เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๓๕๐ ก็ยังได้กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อสามเสนไว้ใน นิราศพระบาท ว่า

ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเนียก
เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี
ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง
เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน
แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ


ซุ้มหน้าต่างโบสถ์ วัดโบสถ์สามเสน ปั้นปูนเป็นลายสิงโตแบบจีน

อีกทางหนึ่ง ส. พลายน้อย เล่าถึงที่มาของชื่อสามเสน ไว้ในหนังสือ ร้อยแปด (ที่) กรุงเทพฯ อ้างว่าเป็นเรื่องที่ฝรั่งเขียนถึงสามเสน (แต่ไม่ได้ระบุว่าฝรั่งชื่ออะไร เขียนไว้ที่ไหน) พอสรุปได้ว่าบริเวณหมู่บ้านเขมร แต่เดิมมีโบสถ์โรมันคาทอลิก ซึ่งพ่อค้าใจบุญชาวโปรตุเกสชื่อ ทอมาส เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม พวกคริสตังยกย่องให้ท่านเป็นนักบุญ (เซนต์ - Saint) จึงเรียกโบสถ์นี้ว่า “ทอมัส เดอะ เซนต์” ด้วยเหตุที่ผู้สร้างยังมีชีวิตอยู่จึงใส่คำว่าเซนต์ไว้หลังชื่อ แต่ชื่อนี้อาจจยาวเกินไป ไม่สะดวกในการเรียกขาน จึงถูกตัดและเพี้ยนกลายเป็น “ทามเสน” และ “สามเสน” ตามสำเนียงไทยในที่สุด

หากนำเรื่องเล่าดังกล่าวมาพิจารณาจะพบว่า ในบริเวณนี้มีวัดเก่าแก่ที่สร้างครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่สังฆราชหลุยส์ ลาโน สร้างไว้เมื่อ พ.ศ.๒๒๑๗ มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า IMMACULEE CONCEPTION ส่วนชื่อที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล หรือวัดคอนเซปชัญ แต่ในประวัติวัดไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวของโบสถ์ทอมัส เดอะ เซนต์ เลยแม้แต่น้อย จึงยังไม่กล้าสรุปว่า ชื่อสามเสนมาจากที่ใดกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือชื่อนี้ถูกนำมาเรียกขานสถานที่ต่างๆ ในย่านนี้ ทั้งชื่อพระพุทธรูป ชุมชน ถนน และคลอง

คลองสามเสนถือเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญของผู้ที่อยู่อาศัยในย่านนี้ จากปากคลองสามเสนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านท้องทุ่งสามเสน ทุ่งพญาไท ห้วยขวาง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีทั้งเรือกสวนไร่นา คลองสามเสนจึงถือเป็นเสมือนเส้นโลหิตสำคัญของชุมชนแถบนี้มาแต่ครั้งโบราณ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของวัดวาอารามเก่าแก่ แต่ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะวัดที่ตั้งอยู่ในช่วงต้นคลอง ที่เรียกกันว่าย่านสามเสนเท่านั้น

หลวงปู่ทวด วัดประสาทบุญญาวาส


รูปหลวงปู่ทวด ที่วัดปราสาทบุญญาวาส
สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ.๒๓๗๖ เดิมชื่อวัดคลองสามเสน แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดขวิด อาจเนื่องมาจากบริเวณนี้มีต้นมะขวิดจำนวนมาก ต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อวัดให้เป็นทางการ ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ จึงได้ชื่อว่า วัดประสาทบุญญาวาส

ราว พ.ศ.๒๔๙๘ วัดนี้ถูกไฟไหม้เสียหายเกือบหมด คงเหลือเพียงศาลาการเปรียญไม้สักซึ่งทางวัดยังรักษาไว้เป็นอย่างดี แต่ปิดไว้ไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากเกรงว่าศาลาเก่าแก่มากแล้ว หากมีคนขึ้นไปกันเป็นจำนวนมากจะรับน้ำหนักไม่ไหวและพังลงมาได้ ปัจจุบันจึงเป็นที่เก็บรักษาธรรมาสน์โบราณไว้เท่านั้น

เชื่อกันว่าศาลาการเปรียญหลังนี้สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ด้วยบริเวณหน้าจั่วมีสัญลักษณ์ของพระองค์ จึงถือเป็นโบราณสถานสำคัญ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่จะได้รับการบูรณะเมื่อไรยังไม่ทราบได้ (หวังว่าคงไม่นานเกินรอ)

ที่วัดแห่งนี้ยังมีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวโยงกับหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ว่าเมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปเล่าเรียนหาวิชาความรู้ที่พระนครศรีอยุธยา ได้แวะพักปักกลดที่บริเวณนี้ สันนิษฐานว่าสมัยก่อนคงเป็นเพียงสำนักสงฆ์เท่านั้น ต่อมาจึงมีผู้มีจิตศรัทธาสร้างเป็นวัดขึ้น

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ถือกำเนิดที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ.๒๑๒๕ ตรงกับสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาด ได้ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่เป็นสามเณร จนกระทั่งเป็นพระภิกษุจึงคิดเดินทางไปพระนครศรีอยุธยา ด้วยการขอโดยสารเรือสำเภารอนแรมจากสงขลามา เมื่อขึ้นถึงชุมพร ก็เกิดคลื่นลมแรง เรือต้องทอดสมออยู่นานถึง ๗ วัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมด บรรดาลูกเรือคิดว่าอาเพศครั้งนี้คงเกิดขึ้นเป็นเพราะมีพระภิกษุแปลกหน้ามาอาศัยร่วมเดินทางด้วย จึงตกลงส่งท่านขึ้นเกาะ โดยนิมนต์ให้ลงเรือเล็ก ขณะที่ท่านนั่งอยู่ในเรือ ได้ห้อยเท้าซ้ายแช่ลงไปในทะเล บังเกิดอัศจรรย์ น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาว ท่านบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่ม ปรากฏว่าเป็นน้ำจืด ลูกเรือจึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ แล้วนิมนต์ท่านขึ้นเรือสำเภาอีกครั้งด้วยความศรัทธา

เมื่อถึงพระนครศรีอยุธยา ท่านได้ศึกษาธรรมกับพระอาจารย์หลายวัดจนกระทั่งเชี่ยวชาญ จากนั้นท่านได้ออกเผยแผ่ธรรมด้วยการธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ และจำพรรษาอยู่หลายวัด เช่นวัดพะโคะ จังหวัดสงขลา วัดในไทรบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศมาเลเซีย) และวัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี

จนถึงปัจจุบัน เฉพาะที่วัดประสาทบุญญาวาส ได้มีการพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลวงปู่ทวดมาแล้วประมาณ ๒๐ รุ่น ตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่ทางวัดอาศัยชาวบ้านกดพิมพ์พระด้วยมือ หลวงปู่ทวดรุ่นเสด็จฯ ยกช่อฟ้า รุ่นฉลอง ๒๒๐ ปี ฯลฯ

ช่วงที่ผู้เขียนเดินทางไปวัดประสาทบุญญาวาส พบผู้ที่มาเช่าพระหลวงปู่ทวดไปบูชา มีทั้งคนไทยและคนจีน เจ้าหน้าที่ของวัดบอกว่า หากเป็นช่วงเทศกาลหรือในระหว่างงานบุญก็จะมีคนมาเช่าพระมากเป็นพิเศษ


คฤหาสน์ของพระสรรพการหิรัญกิจ สมัยปลายรัชกาลที่ 5 (ภาพ : หนังสือ Twentieth Century Impression of Siam)

หลวงพ่อสุก วัดส้มเกลี้ยง

วัดราชผาติการามเป็นวัดโบราณในย่านสามเสน สันนิษฐานกันว่าสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดส้มเกลี้ยง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินบริเวณใกล้วัดส้มเกลี้ยง (ละแวกหลังโรงเรียนเซนต์คาเบรียลในปัจจุบัน) ให้ชาวญวนเข้ารีตที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารใช้เป็นที่อยู่อาศัย และทรงให้ชาวญวนเหล่านั้นเข้ารับราชการเป็นทหารปืนใหญ่ ขึ้นกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในช่วงนั้น วัดส้มเกลี้ยงกลายเป็นวัดร้าง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา พวกญวนจึงรื้อเอาอิฐของวัดส้มเกลี้ยงไปใช้สร้างบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ จนแทบไม่เหลือสภาพวัด ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงทรงให้ปรับโทษสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ที่ไม่ทรงห้ามปรามพวกญวน ให้สร้างวัดขึ้นใหม่ทดแทนวัดส้มเกลี้ยง เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๙ พระราชทานนามว่าวัดราชผาติการาม ซึ่งมีความหมายว่า วัดที่สร้างขึ้นเป็นการผาติกรรม - คือทดแทนของสงฆ์ที่ทำชำรุดไป - เพื่อชดใช้วัดเดิม

การสร้างวัดราชผาติการามคงคั่งค้างต่อมาจนกระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์ต่อมา จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการตัดถนนซังฮี้ (ถนนราชวิถี) ผ่านในบริเวณวัด จึงโปรดฯ ให้พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นแม่งานย้ายหมู่กุฏิที่ถูกถนนตัดผ่านไปไว้ทางด้านเหนือ ต่อมาในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อมีการสร้างสะพานกรุงธน (สะพานซังฮี้) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เนื้อที่บางส่วนของวัดก็ต้องกลายไปเป็นที่วางตอม่อสะพานอีก

พระอุโบสถวัดราชผาติการามเป็นรูปทรงศิลปะแบบจีนผสมญวน ไม่มีช่อฟ้าใบระกาประดับ ที่หน้าบันปั้นปูนประดับกระเบื้องถ้วยชามแบบจีน เช่นเดียวกับพระอุโบสถของวัดต่างๆ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ในพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อสุกเป็นพระประธาน ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะ ตามประวัติเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ พร้อมๆ กับพระเสริม ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม และพระไส ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดหนองคาย จึงมักเรียกหลวงพ่อสุกว่า พระเชียงแสนเวียงจันท์

ศิลปะอยุธยาที่วัดโบสถ์สามเสน


โบสถ์เก่า วัดโบสถ์สามเสน ภายในมีจิตรกรรมรุ่นอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น
วัดนี้ตั้งอยู่ริมคลองสามเสน ด้านหนึ่งติดกับถนนสามเสน เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน พระครูศรีปัญญาวิมล เจ้าอาวาสวัดโบสถ์เล่าว่าพระพุทธรูปในอุโบสถหลังเดิม ชื่อหลวงพ่อสุขเกษม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะทรงสร้างพระพุทธรูปแล้วบรรทุกใส่แพซุง โดยใช้ไม้ซุงเป็นร้อยมัดเข้าด้วยกันทำเป็นแพ นำพระพุทธรูปประดิษฐานบนแพนั้น แล้วล่องลงมา หากผ่านวัดริมน้ำวัดใดยังไม่มีพระพุทธรูป ไม่มีพระประธานก็ให้ถวาย แก่วัดนั้น จนเมื่อถวายหลวงพ่อสุขเกษมไว้ที่ตำบลสามเสนแล้ว แพซุงที่เหลือจึงให้ถวายวัดทำเป็นเสาเข็มสำหรับสร้างอุโบสถด้วย เรียกว่า เข็มแพ เนื่องจากได้มาจากแพซุง ในการก่อสร้างจึงนำไม้ซุงมาปูเรียงกันก่อน แล้วจึงก่อสร้างอุโบสถทับบนแพซุงอีกทีหนึ่งเพื่อกันทรุด

ตัวอุโบสถหลังเดิมนี้ เป็นศิลปะสมัยอยุธยา ฐานโค้งสำเภา ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลาย ผนังด้านหน้าเหนือประตูทางเข้าพระอุโบสถ เขียนภาพมารผจญ ผนังด้านข้างเป็นภาพเทพชุมนุม ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพทศชาติชาดก ปัจจุบันสภาพชำรุดเลือนรางไปมาก

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๐ เคยมีข่าวว่าทางวัดมีดำริจะรื้ออุโบสถวัดโบสถ์สามเสนซึ่งชำรุดทรุดโทรม ดร.วอลเดมาร์ ซี ไซเลอร์ (DR. WALDEMAR C. SAILER) ผู้สนใจศึกษาจิตรกรรมไทยมานานปีจึงได้มาปรารภกับ วารสารเมืองโบราณ ถึงเรื่องนี้ ด้วยความเสียดายภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นศิลปะล้ำค่า ต่อมาจึงมีการตีพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับภาพจิตรกรรมที่วัดนี้ใน วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ (มกราคม - มีนาคม ๒๕๒๑) และมีการวิ่งเต้นทำหนังสือถึงกรมศิลปากรเพื่อให้ยับยั้งโดยด่วน

แม้ว่าในที่สุดจะสามารถรักษาอุโบสถและภาพจิตรกรรมภายในไว้ได้ แต่บัดนี้ หลังจากเวลาผ่านไปถึง ๒๖ ปี อุโบสถวัดโบสถ์สามเสนก็ยังมิได้รับการบูรณะ และตกอยู่ในสภาพยับเยิน

สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๕ เกิดฟ้าผ่าอุโบสถทำให้หลังคาชำรุดเสียหาย เวลาฝนตกน้ำไหลลงมาทำลายภาพจิตรกรรมฝาผนัง ความชื้นจากน้ำที่ไหลนองพื้นอุโบสถ ทำให้ภาพจิตรกรรมด้านล่างเสียหายเกือบหมด แม้จะมีผู้ใจบุญเข้ามาเก็บกวาดทำความสะอาดทุกวันพระ แต่ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ประกอบกับน้ำฝน แสงแดด อีกทั้งนกหนูที่เข้ามาทำรังอยู่ใต้เพดาน ก็ทำให้สภาพภายในพระอุโบสถแทบไม่เหลือชิ้นดี เครื่องบนที่เป็นไม้ก็มีทีท่าว่าจะพังลงมาเมื่อไรก็ได้ ทางวัดจึงปิดประตูใส่กุญแจไม่ให้ใครเข้าไปเพราะเกรงจะเกิดอันตราย แต่พวกเหล่ามิจฉาชีพก็ยังใช้พะองพาดผนังอุโบสถปีนขึ้นบนหลังคาเข้าไปค้นหาพระเครื่อง และสิ่งของมีค่าอื่นๆ อีก

อุโบสถหลังนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๖ ดังนั้นการจะบูรณะซ่อมแซมต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรเสียก่อน ท่านเจ้าอาวาสเคยแจ้งให้กรมศิลปากรทราบแล้ว แต่ทางกรมไม่มีงบประมาณมากพอที่จะบูรณะ ต้องขอให้ทางวัดช่วยออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง แต่ทางวัดไม่ตกลง

ปัจจุบันอุโบสถหลังนี้ จึงกลายเป็นวิหาร หรือ “อุโบสถหลังเก่า” ไปแล้ว เพราะทางวัดได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนในราคาประมาณ ๕ ล้านบาท

ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดนี้ท่านหนึ่งกล่าวกับเราว่า คิดอยากจะบอกบุญ หาเงินมาซื้อกระเบื้องมุงหลังคากันฝนรั่ว แต่ติดขัดอยู่ที่ว่า “อะไรที่เป็นของกรมศิลป์ ชาวบ้านจะไปแตะต้องไม่ได้” อุโบสถเก่าหลังนี้จึงต้องเผชิญกับความทรุดโทรมไปจนกว่าวันหนึ่งกรมศิลปากรจะยื่นมือเข้ามาบูรณะ หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องรอให้ทุกอย่างพังทลายลงไป เหลือไว้เพียงความทรงจำเท่านั้น

โรงรำ (ข้าว) สามเสน

นอกจากวัดวาอารามสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณริมคลองสามเสนแล้ว ไม่ไกลจากปากคลองสามเสนนัก มีชุมชนริมน้ำเรียกกันว่า ชุมชนสามเสน ในอดีต ชุมชนแห่งนี้มิได้มีเพียงคนไทยเท่านั้น ยังมีคนจีนไหหลำทำมาหากินประกอบธุรกิจโรงสีข้าว โรงเลื่อยไม้ โรงรำ ค้าขายพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยใช้ท่าน้ำสามเสนเป็นสถานที่ขึ้นลงสินค้าที่มาทางเรือ

บางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อโรงรำ ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าคงจะเป็นรำข้าวที่ได้จากการสีข้าวในโรงสีย่านนี้เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วรำข้าวเหล่านี้ ส่วนหนึ่งต้องสั่งซื้อมาจากต่างจังหวัด นำมาจำหน่ายให้ผู้เลี้ยงหมู จนถึงปัจจุบันก็ยังมีโรงรำ โรงเลื่อยตั้งอยู่ถัดจากวัดประสาทบุญญาวาสเข้าไปไม่มากนัก ส่วนโรงสีข้าวไม่มีให้เห็นแล้ว

ชีวิตริมคลอง


เฮง แซ่อึ้ง พายเรือขายกาแฟในคลองสามเสนมาตั้งแต่สามสิบปีก่อน ก่อนจะขายเรือขึ้นบกมาเปิดกิจการที่ริมถนนนครไชยศรี หน้าการไฟฟ้านครหลวง (เฮง แซ่อึ้ง เอื้อเฟื้อภาพ)
แต่ก่อนนั้น บริเวณคลองสามเสนมักมีเรือบรรทุกอิฐ บรรทุกทรายจากอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี เข้ามาจอด นำสินค้ามาขึ้นที่ท่าวัดโบสถ์สามเสนเป็นประจำ บริเวณหน้าวัดจึงเปรียบเสมือนท่าขึ้นลงสินค้าที่มาจากต่างจังหวัดไปด้วย

นอกจากเรือต่างถิ่นแล้ว ในอดีต ชาวสวนยังมักนำพืชผลในสวนใส่เรือลำเลียงออกมาสู่ตลาด ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสิ่งของเครื่องใช้ ขนมนมเนย ก๋วยเตี๋ยว ชา กาแฟ ก็จะพายเรือเข้ามาขายในคลอง เป็นที่รู้กันว่าเรือเหล่านี้จะมาในเวลาเดิมเสมอ คุณสมนิตย์ กัลยาณมิตร ผู้ที่อยู่ในย่านนี้ตั้งแต่วัยเยาว์เล่าให้ฟังว่า

“สมัยเด็กสนุกกันมาก จะมานั่งเรือที่ท่าส่งอิฐส่งทราย ซึ่งอยู่ริมคลองสามเสนบริเวณวัดโบสถ์ เพื่อไปเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วนั่งเรืออีกลำกลับบ้าน บางครั้งก็เล่นน้ำในคลองกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน ยังจำได้ว่ามีก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าอร่อย ชื่อนายตี๋ เล่ากันว่าเคยเข้าไปขายในวังศุโขทัย จนเรียกกันว่าก๋วยเตี๋ยวมหาดเล็ก มีกาแฟโบราณของนายเฮง ที่สืบทอดการชงกาแฟอร่อยจากพี่ชาย ทุกครั้งที่เข้ามาขายในคลองจะส่งเสียงร้องเชื้อเชิญหรือมีสัญญาณบีบแตรให้ลูกค้ารับรู้ว่ามาแล้วนะ...”

ความสนุกสนานอีกอย่างหนึ่งที่เด็กๆ (หรือแม้แต่วัยรุ่น) ในยุคเมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว ชื่นชอบกันมาก คือการเช่าเรือบดพายไปเที่ยวราชวัตร บางซื่อ หรือไปไหนก็ได้ตามความพอใจ เป็นเรือบดของคุณสังเวียน จึงมักเรียกเรือเหล่านี้ว่า “เรือสังเวียน” ค่าเช่าชั่วโมงละ ๑๐ สตางค์ พอครบชั่วโมงที่ตกลงกันไว้ต้องรีบนำเรือมาคืนเพื่อให้คนอื่นเช่าต่อไป ว่ากันว่ามีเรือให้เช่าหลายลำด้วยกัน

แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลย ภาพอดีตชีวิตชุมชนริมน้ำเหล่านี้ค่อยรางเลือนจางหาย เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง คุณสมนิตย์เล่าต่อว่า “หลังจากที่ทาง กทม. สร้างประตูระบายน้ำบริเวณปากคลองสามเสน เรือต่างๆ ไม่สามารถเข้ามาค้าขายได้เหมือนเดิม คลองที่เคยมีเรือแล่นทำให้น้ำไหลเวียนใสสะอาด จึงกลายเป็นที่ทิ้งขยะ ระบายน้ำเสียของบ้านเรือนราษฎร จนเมื่อไม่นานมานี้ทางกรุงเทพมหานคร ได้ขุดลอกคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีระบบบำบัดน้ำเสีย และเปิดประตูระบายน้ำเป็นบางครั้ง เพื่อให้น้ำไหลผ่านได้บ้าง ก็พอทำให้น้ำในคลองสามเสนสะอาดขึ้นบ้าง...”

ส่วนใครยังติดใจเรื่องก๋วยเตี๋ยวเรือนายตี๋ ผู้เขียนพยายามสอบถามก็ได้ความว่าย้ายไปขายอยู่แถวตลาดราชวัตร ส่วนกาแฟโบราณของนายเฮงย้ายไปขายริมถนนนครไชยศรีฝั่งตรงข้ามกับวังพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ซึ่งเป็นที่ทำการไฟฟ้าฝ่ายโรงงานในปัจจุบัน

เกษมศรี - เขมะสิริ

นอกจากชุมชน บ้านเรือนราษฎรแล้ว ย่านสามเสนยังมีทั้งวังเจ้านาย และคฤหาสน์บ้านเรือน ข้าราชบริพาร ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกสร้างกันมาตั้งแต่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที่ ๖

ใกล้กับวัดราชผาติการามทางด้านทิศเหนือ คือวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ต้นราชสกุลเกษมศรี อันมีประวัติเกี่ยวเนื่องด้วยการศึกษาเล่าเรียนมาอย่างสืบเนื่องยาวนาน

จากหลักฐานระบุว่ากรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติทรงซื้อที่ดิน ๕ ไร่เศษ จากกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ในราคา ๔๐๐ ชั่ง (๓๒,๐๐๐ บาท) เพื่อสร้างวังริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลสามเสน ด้านเหนือวัดราชผาติการาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลัง เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๕๔ ในบริเวณวังเคยมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนลูกหลานและเด็กในวัง โดยมีหม่อมเจ้าหญิงผกามาลย์ พระธิดาองค์ที่ ๔ ในกรมหมื่นทิวากรฯ เป็นผู้ดำเนินการสอน คนที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อทราบข่าวก็ส่งลูกหลานมาเรียน เรียกกันว่า โรงเรียนในวังสามเสน

การเรียนในครั้งนั้น นักเรียนไม่มีเก้าอี้นั่ง ต้องนั่งเรียนกับพื้นท้องพระโรง มีเพียงโต๊ะเขียนหนังสือ เครื่องเขียนก็มีกระดานชนวน ดินสอ ไม้บรรทัด เมื่อเรียนอ่านเขียน เลข ภาษาไทยได้แตกฉานและมีอายุพอสมควรแล้วจึงออกไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่นในย่านใกล้เคียง แต่ในที่สุดโรงเรียนแห่งนี้ก็ต้องหยุดการเรียนการสอนไป ช่วงเดียวกันนั้นเอง มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าปฏิพัทธเกษมศรี พระโอรสองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติประชวร จึงมาสร้างตำหนักในวังสามเสน โดยมีพระธิดาคือ หม่อมราชวงศ์หญิงทรงสอางค์ เป็นผู้ดูแลท่านพ่อ พร้อมกันนั้นก็ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนในวังขึ้นอีก เรียกว่า โรงเรียนคุณทรงสอางค์ มีการเปิดสอนภาษาอังกฤษในช่วงกลางคืน แต่เปิดสอนอยู่ได้ไม่นานก็เลิกราไปอีก


สำนักงานตรวจบัญชี กองทัพบก เดิมเป็นบ้านพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์)

จนมาถึงช่วงที่หม่อมเจ้าหญิงศุขศรีสมร ได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์จากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พร้อมด้วยหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี เสด็จไปยังประเทศอังกฤษ ได้ทอดพระเนตรโรงเรียนราษฎร์ (PRIVATE SCHOOL) ในประเทศนั้น จึงทรงปรารถนาที่จะจัดตั้งโรงเรียนแบบนี้ขึ้นในวังบ้าง เพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณและเจริญรอยตามอุดมคติของท่านเจ้าของวังที่โปรดการศึกษายิ่งกว่าสิ่งใด

หลังจากนั้นไม่นาน ตำหนักหลังหนึ่งภายในวังจึงกลายเป็นสถานศึกษา ใช้ชื่อว่า โรงเรียนเขมะสิริ ตามพระนามเดิมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ เมื่อครั้งยังมิได้ทรงกรม ทรงพระนามว่า พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค หรือในภาษาบาลีว่า “เขมะสิริสุภโยโค” ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ อันมีความหมายว่า “ระลึกถึงเกษมศรี” เป็นการเฉลิมพระนามท่านเจ้าของวังนั่นเอง

โรงเรียนนี้ เปิดสอนเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๕ อัตราค่าเล่าเรียนชั้นประถมเก็บเพียงเดือนละ ๑ บาท มีการเรียนการสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ครั้งแรกที่เปิดสอนรับนักเรียนชายเรียนชั้นประถม ๑ - ๔ เรียนรวมกับนักเรียนหญิง แต่ต่อมารับเฉพาะนักเรียนหญิงเท่านั้น นอกจากการเรียนการสอนในสายสามัญแล้ว ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๗๘ ทางโรงเรียนยังได้เปิดสอนวิชาตัดเย็บเสื้อผ้า อาหาร การจัดบ้าน เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้อย่างลึกซึ้ง ทางโรงเรียนถึงกับเช่าร้านเยื้องศาลาเฉลิมกรุง ชั้นบนเปิดร้านตัดเสื้อ ชั้นล่างขายอาหาร ชื่อร้านสุรัสน์ เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกฝน แต่ทำอยู่ได้ไม่นานนักก็ต้องเลิก เนื่องจากเป็นภาระที่หนักเกินไป

ในระยะเวลา ๓๕ ปี กิจการของโรงเรียนเจริญก้าวหน้า มีนักเรียนเพิ่มขึ้นจนต้องขยายกิจการ เนื่องจากสถานที่เดิมคับแคบ และอาคารเรียนที่เป็นไม้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทางโรงเรียนซึ่งมี ม.ร.ว. ทองศรี คงจำเนียร ธิดาของหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เป็นผู้จัดการ จึงได้ย้ายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน คือเลขที่ ๑๐๘/๑ ถนนราชวิถี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐

นับแต่แรกเปิดโรงเรียนจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๗๐ ปี โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ยังได้รับความนิยมจากผู้คนส่งบุตรหลานเข้าเรียน ถือเป็นโรงเรียนติดอันดับยอดนิยมโรงเรียนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

วังศุโขทัย


ตำหนักใหญ่ในวังศุโขทัย (ภาพ : ปองลิขิต ยวดยง, กุมภาพันธ์ 2539)
วังศุโขทัย เป็นวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ในครั้งนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังศุโขทัยพระราชทานเป็นของขวัญในการอภิเษกสมรสของกรมขุนสุโขทัยธรรมราชากับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๑ ด้วยพระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จึงทรงเป็นพระราชโอรสที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงรักใคร่มากที่สุด

วังศุโขทัยได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในด้านการก่อสร้าง โดยประยุกต์ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตก ด้านรูปแบบตัวอาคารและตกแต่งด้วยศิลปะแบบไทย ประกอบด้วย ตำหนัก ๓ หลัง คือ ตำหนักใหญ่ ตำหนักไม้ ตำหนักน้ำ ภายในพระตำหนักมีระเบียงทางเชื่อมระหว่างตำหนัก ซึ่งเป็นการออกแบบก่อสร้างตามอย่างตะวันตก หากแต่ใช้ไม้เป็นวัสดุแกะสลักลวดลายตามชายคาแบบไทยอย่างสวยงาม ในช่วงที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประชวร มักจะเสด็จมาพักผ่อนพระอิริยาบถที่ตำหนักน้ำซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสามเสนอยู่เป็นประจำ

เมื่อเจ้าฟ้า กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แล้ว พระองค์และพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้เสด็จไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตระยะหนึ่ง แล้วเสด็จกลับมาประทับที่วังศุโขทัยอีกครั้ง ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ หลังจากนั้นประมาณปีเศษ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ช่วงนั้นวังศุโขทัยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และใช้เป็นสถานที่ราชการ จนกระทั่งพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จกลับมาประทับที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แล้วจึงได้เสด็จมาประทับที่วังศุโขทัยอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๗ ปัจจุบันวังศุโขทัยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร

ด้านข้างวังศุโขทัยส่วนที่ติดกับโรงพยาบาลวชิระ มีถนนสุโขทัยคั่นกลาง เดิมถนนสายนี้ชื่อถนนดวงเดือนนอกและดวงเดือนใน เป็นหนึ่งในโครงการสร้างถนนอำเภอดุสิต ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนนี้เชื่อมกับถนนสวรรคโลกถึงแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยก่อนมีรถรางจากถนนสามเสนผ่านไปถึงท่าน้ำหลังวังศุโขทัย ด้วยมีข้าราชบริพารและราษฎรอาศัยเส้นทางนี้ไปจับจ่ายสินค้าที่ตลาดสามเสนหลังวังศุโขทัย และเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ

ด้านหน้าวังศุโขทัยมีสะพานโสภณเชื่อมถนนสองฟากคลองสามเสนจากฝั่งวังศุโขทัยไปศรีย่าน เดิมเรียกสะพานนี้ว่าสะพานกิมเซ่งหลี เป็นสะพานโครงเหล็กที่สั่งซื้อมาจากประเทศอังกฤษ ตัวสะพานทาสีเขียว พื้นปูด้วยไม้ เจ้าสัวกิมเซ่งหลีใช้ทุนทรัพย์สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าสัวกิมเซ่งหลีมีกิจการหลายอย่างในย่านนี้ ทั้งโรงเลื่อยจักรค้าไม้ โรงสีข้าว ซึ่งกิจการกำลังเจริญรุ่งเรืองแต่ต้องประสบอัคคีภัย เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๖๙ ต่อมาสถานที่นี้จึงกลายเป็นกรมชลประทานในปัจจุบัน .

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สะพานกิมเซ่งหลีได้เปลี่ยนเป็นสะพานคอนกรีต และตั้งชื่อใหม่ว่าสะพานโสภณ ตามราชทินนามของพระโสภณเพชรรัตน์ บุตรชายของเจ้าสัวกิมเซ่งหลี พระโสภณเพชรรัตน์ผู้นี้เป็นข้าราชบริพารที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้ตามเสด็จในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ ด้วย

จากสวนสาธารณะเป็นวชิรพยาบาล


อาคารหลังเดียวที่ยังเหลืออยู่ของพระสรรพการหิรัญกิจ ในวชิระพยาบาล
เลยจากสะพานโสภณมาทางแยกสุโขทัยจะพบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เรียกกันว่า “วชิรพยาบาล”

ย้อนหลังไปช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะมีวชิรพยาบาล บริเวณนี้เป็นคฤหาสน์ของพระสรรพการหิรัญกิจ ท่านตั้งใจจะเปิดเป็นสวนสาธารณะเรียกว่า บ้านหิมพานต์หรือป๊ากสามเสน ขณะนั้นในเมืองไทยยังไม่มีใครคิดสร้างสวนสาธารณะขึ้น นับว่าท่านเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวหน้ากว่าใคร เล็งเห็นประโยชน์ของการพักผ่อนอย่างชาวตะวันตก

เมื่อสร้างบ้านหิมพานต์เสร็จ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จเปิดบ้านหิมพานต์ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่บ้านหิมพานต์เปิดได้เพียง ๒ - ๓ ปี ก็ต้องปิดตัวลง

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงมีพระราชดำริว่า ในอดีตเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จขึ้นครองราชย์มักจะทรงสร้างถาวรวัตถุ วัดวาอารามตามโบราณราชประเพณี แต่พระอารามมีจำนวนมากแล้ว ควรจะสร้างสาธารณประโยชน์อื่น ทรงเห็นว่าสถานพยาบาลจะมีประโยชน์ยิ่ง จึงทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้พระคลังข้างที่ ซื้อที่ดินจำนวน ๒๗ ไร่ พร้อมคฤหาสน์ของพระสรรพการหิรัญกิจเดิมที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของแบงค์สยามกัมมาจล เพื่อสร้างเป็นสถานพยาบาล เมื่อดัดแปลงอาคารเดิมให้เป็นสถานพยาบาลเรียบร้อยแล้ว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเปิดโรงพยาบาล และมีพระบรมราชโองการตอนหนึ่งว่า

“...การที่เราได้จำหน่ายทุนทรัพย์ส่วนตัวออกทำโรงพยาบาลขึ้นครั้งนี้ เพราะมารำพึงถึงบุพเพกะตะปุญญตาและกุศลที่เราได้สั่งสมมา จึงได้มาตั้งอยู่ในฐานะแห่งผู้มีทรัพย์เพียงพอ แลทรัพย์ที่เรามีอยู่นี้เห็นว่าจะจับจ่ายใช้สรอยในทางใด ก็จะไม่ได้รับผลความพอใจเท่าทางที่จะทำให้เพื่อนมนุษย์ผู้มีโรคภัยเบียดเบียร ได้รับความบำรุงรักษาพยาบาลเพื่อทุเลาทุกขเวทนา ฤาได้กลับเป็นผู้มีกำลังมีร่างกายบริบูรณ์ขึ้นอีก เราเห็นว่าจะเป็นทางทานอันจะได้รับผลดีให้เราได้มีความสุขยิ่งกว่าที่จะแจกจ่ายทรัพย์ไปให้แก่คนขอทานโดยไม่เลือกหน้า บัดนี้โรงพยาบาลอันนี้ ก็ได้ตกแต่งขึ้นพร้อมแล้ว เราขอให้นามว่า วชิรพยาบาล...”

จากวันนั้นถึงวันนี้ วชิรพยาบาลเติบโตมาเป็นเวลากว่า ๗๐ ปี ได้เป็นที่พึ่งของราษฎรยามเจ็บป่วยถึงปีละประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ราย สมดังพระราชประสงค์ขององค์พระมหาธีรราชเจ้า ผู้ได้พระราชทานวชิรพยาบาลให้เป็นสาธารณะสถาน ส่วนอาคารเก่าของพระสรรพการหิรัญกิจนั้น บางส่วนก็ต้องรื้อถอนไปตามกาลเวลาแล้ว ทว่ายังมีเหลืออยู่อีกหลังหนึ่งที่ยังคงอยู่ในสภาพดี และทางโรงพยาบาลกำลังจะจัดให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ต่อไป

คฤหาสน์งามย่านสามเสน

อีกด้านหนึ่งของวชิรพยาบาลถัดจากถนนสังคโลก มีตึกโบราณที่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานแก่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ และเสด็จพระราชดำเนินเหยียบบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล อาคารหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบสมัยวิคตอเรียน ต่อมาได้ตกทอดเป็นมรดกในสกุลไกรฤกษ์และทายาทได้ขายให้เอกชน จนในที่สุดตกเป็นของรัฐบาล อาคารนี้เคยให้เป็นที่ทำการกรมสารวัตรทหาร และใช้เป็นสำนักงานตรวจบัญชีกองทัพบกในปัจจุบัน อาคารหลังนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๑

นอกจากนี้ ริมถนนราชวิถี ในบริเวณใกล้เคียงยังมีบ้านเก่าของขุนนางในตระกูลไกรฤกษ์อยู่อีกหลายหลัง อาทิเช่นบ้านเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่อยู่เชิงสะพานกรุงธน บ้านนี้สร้างด้วยเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทว่ากลับมีลักษณะเรียบง่าย ไม่หรูหรา แตกต่างไปจากบ้านพระราชทานโดยทั่วไป

ฝั่งตรงกันข้ามบนถนนราชวิถี ด้านหลังตึกสมัยใหม่ คือบ้านพระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) เป็นคฤหาสน์แบบอิตาเลียน ออกแบบโดยสถาปนิกผู้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม คือนายมาริโอ ตามานโญ และเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเหยียบบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

ส่วนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านนี้ล้วนแล้วแต่เคยเป็นที่ตั้งของบ้านเจ้านายขุนนางในยุครัชกาลที่ ๕ - ๖ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังปรากฏร่องรอยความสง่างามของตัวอาคารเดิมให้เห็นอยู่หลายแห่ง

หลวงพ่อสามเสน การกลับมาของตำนานพระลอยน้ำ


หลวงพ่อสามเสน ประดิษฐานในซุ้มหน้าสถานีตำรวจสามเสน องค์ใหญ่คือองค์จริง ส่วนองค์เล็กด้านหน้าเป็นองค์จำลองสำหรับให้ปิดทอง
หากเราข้ามถนนสามเสนมายังฝั่งตรงข้ามเยื้องกับวชิรพยาบาล จะพบหลวงพ่อสามเสนประดิษฐานอยู่ในซุ้มหน้าสถานีตำรวจสามเสน เรื่องราวของหลวงพ่อมีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ เมื่อชาวบ้านที่รับจ้างขนอิฐ ทราย อยู่บริเวณท่าน้ำสามเสน ได้พบพระพุทธรูปไม้ลอยน้ำมาติดที่ท่าน้ำ จึงแจ้งให้นายทองอ่อน บุญกลิ่น เจ้าของท่าทรายสามเสนทราบ

เล่ากันว่าผู้คนที่ระดมกันมากว่าสามสิบคนกลับไม่สามารถยกพระขึ้นจากน้ำได้ ทั้งๆ ที่องค์พระพุทธรูปก็มิได้ใหญ่โต จนมีผู้ทักขึ้นว่าต้องทำพิธีบวงสรวงเสียก่อน การอัญเชิญองค์พระพุทธรูปขึ้นจากน้ำจึงเป็นไปโดยง่ายดาย

จากการสันนิษฐานของผู้รู้ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระปางห้ามสมุทร สมัยต้นรัตนโกสินทร์ แกะจากแก่นโพธิ์ สภาพองค์พระเมื่อขึ้นจากน้ำชำรุดมาก พระกรและพระบาททั้งสองข้างหักหายไป ปลายพระเกตุมาลาชำรุด ทั่วทั้งองค์มีสีดำสนิทเหมือนเคยลงรักมาก่อน ชาวบ้านและตำรวจ พร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาจึงช่วยกันบูรณะซ่อมแซมองค์พระให้สมบูรณ์ แล้วนำมาประดิษฐานไว้บนสถานีตำรวจสามเสน ผู้คนทั่วไปจึงขนานนามว่า “หลวงพ่อสามเสน”

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๓ ทางสถานีตำรวจนครบาลสามเสนได้นำองค์พระลงมาประดิษฐานไว้ที่ซุ้มด้านหน้า สน. เพื่อให้สามารถกราบไหว้บูชากันได้โดยสะดวก เพราะนอกจากตำรวจที่สถานีตำรวจสามเสนให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมากแล้ว หลวงพ่อยังเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปในย่านนี้ด้วย

ปัจจุบันนี้ เมื่อผ่านไปทางด้านหน้าสถานีตำรวจนครบาลสามเสนก็จะเห็นพระพุทธรูปสององค์ประดิษฐานอยู่ในซุ้ม องค์ใหญ่คือหลวงพ่อสามเสนองค์จริง ส่วนองค์เล็กเป็นรูปจำลองสำหรับให้ผู้เลื่อมใสมาปิดทอง นอกจากนั้น ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีผู้นำดอกไม้สีเหลืองมาบูชาอยู่มิได้ขาด นายตำรวจท่านหนึ่งเล่าว่า เคยมีผู้นำดอกไม้สีแดงมาบูชาหลวงพ่อ ปรากฏว่าวันนั้นทั้งวันมีแต่คดีร้ายแรงเข้ามามากผิดปกติ ดังนั้น หากเห็นว่ามีดอกไม้สีแดงมาวางบูชาหลวงพ่อเมื่อใด ก็จะต้องคอยเก็บออกไปทุกครั้ง เรื่องราวของหลวงพ่อสามเสน ดูเหมือนเป็นการหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่งของตำนานพระลอยน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่านสามเสน สืบมาจนถึงปัจจุบัน

เราเดินเลยจากคลองสามเสนขึ้นมาไกลจนเกือบจะหาทางกลับไม่ถูก คงต้องเดินย้อนกลับไปตั้งต้นที่คลองสามเสนอย่างเดิม ระหว่างทางที่เดินก็อดคิดคำนึงถึงแม่น้ำลำคลองทุกสายที่ล้วนมีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น ด้วยเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เป็นคูเมืองป้องกันข้าศึกศัตรูมารุกรานและถือเป็นเส้นทางคมนาคมค้าขายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นสายน้ำต่างๆ จึงมีเรื่องเล่าขานทั้งเป็นตำนานนิทานปรัมปราหลายหลากมากมาย ก็เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของสถานที่นั้นๆ

แม้ว่าในปัจจุบันกรุงเทพมหานครยังคงมีคลองจำนวนมากก็ตาม แต่การคมนาคมทางบกที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการสร้างสะพานข้ามคลอง การสร้างประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมตลอดจนการละเลยไม่ได้ดูแลเอาใจใส่เกิดน้ำเน่าเสีย ลำคลองตื้นเขิน ทำให้ความสำคัญของเส้นทางน้ำลดลง ดังนั้นก่อนที่จะสายเกินแก้ เราจึงควรกระตุ้นจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมกันรักษาสายน้ำทุกสายให้มีชีวิต เพื่อให้สายน้ำนั้นเป็นเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงคนไทยไปอีกตราบนานเท่านาน

ขอขอบพระคุณ

พระธรรมปัญญาจารย์ เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม พระครูศรีปัญญาวิมล เจ้าอาวาสวัดโบสถ์สามเสน ดาบตำรวจธิติวุฒิ พุทธรัตน์ คุณเฮง แซ่อึ้ง คุณสมนิตย์ กัลยาณมิตร คุณอดิศร ผดุงพจน์ และผู้ให้ข้อมูลทุกท่าน
  

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2547 ฉบับที่ 30.2 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
วารสาร รายสามเดือน เมืองโบราณ


นายรอบรู้ สารคดี ดอต คอมBenz Thonburi ธนบุรีประกอบรถยนต์ Viriyah Insurance วิริยะประกันภัย Ancient City เมืองโบราณ สมุทรปราการ

กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ/ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ
อาคารวิริยะประกันภัย สาขากรุงเกษม ชั้น 3 1242 ถนนกรุงเกษม แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
Tel: +66 (0) 2225 4476, +66 (0) 2226 2856, และ +66 (0) 2223 0851 # 3005 Fax: +66 (0) 2226 2856