ตาควาย ปราสาทร้างกลางความคลุมเครือ
(2523 คนอ่าน)  เรื่อง: ศรัณย์ ทองปาน ภาพ:
ประเวช ตันตราภิรมย์
 ปราสาทตาควาย แม้ถูกทิ้งร้างมาหลายศตวรรษ
แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์จนน่าประหลาดใจ
ตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรัก (พนมดงเร็ก
เขาไม้คาน ในภาษาเขมร)
อันเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนธรรมชาติระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา
มีช่องเขาอยู่เป็นระยะๆ ช่องเขาซึ่งมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่า ตา ต่างๆ เหล่านี้
เป็นหนทางที่ผู้คนทั้งสองฝั่งใช้เดินทางแสวงบุญ ติดต่อซื้อขาย ขนส่งสินค้า
ระหว่างแผ่นดินสูงกับเขมรต่ำมาแต่โบราณกาล
และตามช่องเขาเหล่านี้
มักพบว่ามีการสร้างปราสาทหินในวัฒนธรรมแบบเขมรอยู่หลายแห่ง บางกลุ่ม
เช่นกลุ่มปราสาทแห่งช่องตาเมือนนั้น (เดิมอยู่ในเขตอำเภอกาบเชิง
แต่ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองใหม่อยู่ในกิ่งอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์)
ประกอบไปด้วยปราสาทที่มีอายุสมัยและหน้าที่ใช้สอยแตกต่างกัน
อยู่ในอาณาบริเวณใกล้กัน คือปราสาทตาเมือนธม เป็นเทวพิมานในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย
ปราสาทตาเมือนโต๊จ เป็นวิหารในศาสนาพุทธ ลัทธิวัชรยาน ประจำอโรคยศาล (โรงพยาบาล)
สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ส่วนปราสาทตาเมือน ก็เป็นศาสนสถานประจำธรรมศาลา หรือ
บ้านมีไฟ - ที่พักคนเดินทาง สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เช่นกัน
 ปราสาทนี้มีมุขอยู่สี่ทิศ
ทิศตะวันออกมีมุขสั้นยื่นออกมา แต่ไม่มีมณฑป(ห้องโถง)
เชื่อมมาด้านหน้าเหมือนพิมายหรือพนมรุ้ง |
ทุกวันนี้ การเดินทางไปเยี่ยมชมกลุ่มปราสาทตาเมือน
สามารถกระทำได้โดยสะดวก มีถนนราดยางอย่างดีเข้าไปถึงได้ทุกแห่ง ทว่า
ก่อนหน้านี้ไม่ถึงยี่สิบปี บุคคลพลเรือนเช่นเราท่าน
ย่อมไม่อาจเดินทางเข้าไปได้โดยเด็ดขาด
เนื่องจากตามแนวชายแดนยังมีการสู้รบรุนแรงระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ
ในสงครามกลางเมืองกัมพูชา จนกระทั่งไม่นานมานี้เอง
เมื่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านของเราเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ทางฝ่ายไทย
ทั้งโดยทางทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ทางจังหวัด ตลอดจนถึงกรมศิลปากร
และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงสามารถเข้าไปทำการ อนุรักษ์
และ พัฒนา กลุ่มปราสาทตาเมือนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมาได้
ไม่นานมานี้
มีการค้นพบปราสาทหินแห่งใหม่ในป่าทึบของพนมดงเร็กที่ช่องตาควาย
เรียกกันตามชื่อช่องเขาว่า ปราสาทตาควาย
แต่เนื่องจากการเก็บกู้กับระเบิดในบริเวณนั้นยังไม่เสร็จสิ้น
ทั้งยังเป็นเขตที่มิได้มีการปักปันพรมแดนกันอย่างชัดเจน
การเดินทางเข้าไปยังปราสาทตาควาย
จึงจำเป็นต้องติดต่อประสานกับทางหน่วยทหารพรานของกองกำลังสุรนารีในพื้นที่
เพื่อขอกำลังอารักขาดูแลความปลอดภัย
ทำนองเดียวกันกับการเข้าไปยังกลุ่มปราสาทตาเมือนในช่วงสิบกว่าปีก่อน
ในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการ
วารสารเมืองโบราณ ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอาจารย์สันธนะ ประสงค์สุข
แห่งสถาบันราชภัฏสุรินทร์
จัดการติดต่อประสานงานกับหน่วยทหารในพื้นที่ให้เดินทางเข้าไปสำรวจและถ่ายภาพปราสาทตาควาย
คณะของเมืองโบราณเดินทางไปสมทบกับทีมสถาบันราชภัฏสุรินทร์ยังจุดนัดหมายที่บ้านบักได
กิ่งอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลาประมาณ ๑๑ น. ของวันที่ ๑๐ ธันวาคม
พ.ศ.๒๕๔๖ จากนั้นต้องเปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถปิคอัพในพื้นที่ เนื่องจากสภาพถนนไม่ดี
แล้วเดินทางต่อไปตามถนนลูกรัง ไปยังบ้านไทยสันติสุข
สองข้างถนนเป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านที่เพิ่งเข้าไปตั้งถิ่นฐานในช่วงสิบปีมานี้
มีไร่มันสำปะหลัง ไร่ปอ สวนยางพารา สวนมะม่วงหิมพานต์
ทางราชการจัดแปลงจัดสรรให้ชาวบ้านที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่รายละ ๒๕ ไร่
แต่เนื่องจากยังมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ทั่วไป ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมาก
จึงมักได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากกับระเบิดอยู่เนืองๆ
 หน้าต่างที่มุขปราสาทตาควาย
ใช้วิธีประกอบชิ้นหินเข้าเป็นช่องหน้าต่าง
จากบ้านไทยสันติสุขเข้าซอยแยกต่อไปยังฐานปฏิบัติการช่องตึ๊กเบ๊าะของทหารพราน
(กองร้อยทหารพรานที่ ๙๖๐) เพื่อประสานงานให้นำเข้าไปยังฐานฯ
อีกแห่งหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไปบนเขา จากฐานฯ ช่องตึ๊กเบ๊าะนี้
เพื่อนร่วมทางของคณะสำรวจก็คือทหารพรานหกนาย พร้อมอาวุธ (AK - 47) ครบมือ
สองนายขี่จักรยานยนต์นำหน้า อีกสองนายอยู่ท้ายกระบะหลัง
ที่เหลือขี่รถจักรยานยนต์ติดตามคุ้มกัน ทางช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นบ่อลูกรัง
ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร รถยนต์จะต้องค่อยๆ ไต่เลาะขึ้นไปตามไหล่เขา
สองข้างเป็นป่าทึบ มีสะพานไม้ข้ามห้วยเล็กๆ สองสามแห่ง บางสะพานชำรุด
รับน้ำหนักมากๆ ไม่ได้ จึงต้องให้ผู้โดยสารลงเดินนำไปแล้วจึงให้รถเปล่าข้ามตามไป
ทหารพรานที่มาอารักขาเล่าว่าถนนสายนี้ ตัดขึ้นมาเพื่อใช้ส่งกำลังบำรุงให้กับฐานฯ
ที่อยู่บนเขา ซึ่งขาดแคลนน้ำ ต้องมีรถขึ้นไปส่งน้ำทุกๆ สองสามวัน
 การเรียงหินส่วนหลังคามุข | เมื่อเดินทางถึงฐานปฏิบัติการของทหารพรานแล้ว
พ.ต.สุวัฒน์ วงษ์วาสน์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลในวันนี้
ได้กล่าวต้อนรับ และย้ำว่าการปักปันเขตแดนบริเวณนี้ยังไม่ชัดเจนนัก
(ว่าปราสาทตาควายจะอยู่ในเขตไทยหรือกัมพูชากันแน่)
แม้ว่าสัมพันธภาพระหว่างหน่วยทหารพรานของไทย กับกำลังตำรวจของกัมพูชาจะเป็นไปด้วยดี
มีการเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่ และออกลาดตระเวนร่วมกันเสมอ ทว่า
เนื่องจากบริเวณโดยรอบยังมีกับระเบิดอยู่ทั่วไป ดังนั้น
จึงขอให้คณะสำรวจอยู่ในเส้นทางเท่านั้น
จากนั้นจึงเริ่มออกเดินเท้าต่อไปยังปราสาทตาควาย
โดยมีกำลังทหารพรานจากฐานฯ อีกหนึ่งหมู่ ดูแลอารักขา เส้นทางเดินจากฐานฯ
ไปยังปราสาทตาควาย เป็นทางลาดลงเขา ผ่านป่าทึบ ใช้เวลาเดินอย่างเร็ว (ตามทหารพราน)
ประมาณ ๒๕ - ๓๐ นาที คาดว่าระยะทางคงประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร ในท้ายที่สุด
เมื่อโผล่พ้นดงไม้ไปก็พบกับตัวปราสาทตาควายทันที ตัวปราสาทอยู่บนไหล่เขา
และเนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่
ด้านหลังจึงอยู่เกือบติดกับเพิงผาของภูเขาด้านหลัง
ปราสาทตาควายเป็นปราสาทหลังเดียวโดดๆ
ไม่ปรากฏว่ามีอาคารประกอบอื่นๆ เช่นระเบียงคด บรรณาลัย หรือโคปุระ
(สอบถามจากทหารพรานก็ว่าไม่พบ) ตัวปราสาทก่อด้วยหินทราย
คะเนด้วยสายตาว่าน่าจะมีความสูงประมาณ ๑๒ - ๑๕ เมตรจากพื้นดิน
(ไม่รวมส่วนฐานที่คงยังฝังจมอยู่ในดิน) มีประตูทางเข้าสี่ด้าน
ทุกด้านเป็นช่องประตูจริง มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า (ตะวันออก) เป็นมุขสั้นๆ
ปัจจุบันพังทลายลงมาบางส่วน
ที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือสภาพของปราสาทตาควายนับว่าสมบูรณ์มาก
คือชั้นหลังคายังอยู่ทั้งหมดจนถึงบัวยอด
แต่การก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพียงก่อขึ้นรูปไว้เท่านั้น
ยังมิได้ขัดแต่งผิวหิน หรือแกะสลักลวดลายใดๆ
ซึ่งนั่นเองอาจเป็นเหตุให้ปราสาทยังคงรูปอยู่ได้ โดยไม่ถูกทำลาย
หรือลักลอบกะเทาะชิ้นส่วนต่างๆ ไป เช่นที่เกิดขึ้นกับปราสาทอื่นๆ ตามแนวชายแดน
เช่นปราสาทตาเมือนธม
การที่ไม่ปรากฏลวดลายอย่างหนึ่งอย่างใดเลยนี้
ทำให้กำหนดอายุปราสาทตาควายได้แต่เพียงกว้างๆ จากรูปทรงของตัวปราสาท
ว่าน่าจะอยู่ในราวช่วงปลายสมัยนครวัด ต่อตอนต้นสมัยบายน
หรือรัชกาลพระเจ้าสุรยวรมันที่ ๒ ถึงรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
 แท่นฐานรูปเคารพ (ศิวลึงค์?)
ภายในปราสาทตาควาย
ส่วนลัทธิศาสนาของผู้สร้างปราสาทแห่งนี้นั้น
เนื่องจากไม่ปรากฏรูปเคารพใดๆ หลงเหลือให้เห็นชัดเจน
จึงได้แต่เพียงตั้งข้อสังเกตว่าบริเวณกลางห้องโถงของปราสาทซึ่งควรเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือรูปเคารพนั้น
มีแท่งหินธรรมชาติลักษณะคล้ายศิวลึงค์ตั้งอยู่ (แต่จะใช่หรือไม่ยังไม่อาจระบุได้)
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ที่นี่ก็อาจเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย
ที่นับถือพระศิวะ เช่นเดียวกับที่ปราสาทตาเมือนธม
ซึ่งก็มีการสถาปนาโขดหินธรรมชาติให้เป็นศิวลึงค์ประธานของศาสนสถานด้วย
หลังจากใช้เวลานั่งพัก สำรวจ และถ่ายภาพประมาณหนึ่งชั่วโมง
คณะสำรวจก็เดินเท้ากลับยังฐานฯ ซึ่งขากลับนี้เป็นทางขึ้นเขา
จึงสร้างความเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
ปราสาทตาควายนี้เพิ่งเป็นที่รู้จักกันในท้องถิ่น
ในระยะไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทางหน่วยทหารพรานในพื้นที่
ก็ได้เคยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับคณะบุคคล เช่น อบต. หรือองค์กรเอกชน (NGO)
บางแห่งมาบ้างแล้ว สังเกตได้จากขยะที่เริ่มมีให้เห็นสองข้างทางเดิน เช่นเปลือกลูกอม
กระป๋องกาแฟ ขวดน้ำพลาสติก หรือแม้แต่ถ้วยโยเกิร์ต
 ทับหลังและเสาประดับกรอบประตูชั้นใน ยังไม่มีการแกะสลักภาพใดๆ
| เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยในพื้นที่ ก็ได้พยายามรักษาสภาพปราสาทตาควายไว้
ด้วยการหมั่นถากถางต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุม ทว่า
เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ยังมีความคลุมเครือในด้านเขตแดน ดังนั้น
แม้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั้งสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรต่อกัน
หากแต่การจะพัฒนาปราสาทตาควายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ
หรือแม้แต่การที่จะมีนักท่องเที่ยวไทยเข้าไปกันเป็นจำนวนมากนั้น
ย่อมไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายกัมพูชานัก ดังปรากฏท่าทีว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
พ.ศ.๒๕๔๔ หนังสือพิมพ์ของกัมพูชา อย่างน้อยสองฉบับ
ก็เคยลงข่าวว่ากองกำลังของไทยลักลอบนำสารเคมีมาโปรยที่ปราสาทกรอเบย (กระบือ - ควาย)
ในเขตเทือกเขาพนมดงรัก ทำให้ตัวปราสาทพังทลายลงมา หนังสือพิมพ์ มนสิการเขมร
เสริมด้วยว่า ประเทศไทยกำลังทำสงครามทำลายวัฒนธรรม
และทำสงครามช่วงชิงดินแดนของประเทศกัมพูชาแล้ว
แม้ว่าสำหรับเรา - กองบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ
จะเห็นว่าปราสาทตาควายนี้ ตลอดจนถึงปราสาทแห่งอื่นๆ ตามช่องเขาพนมดงเร็ก
จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของความสัมพันธ์อันดีระหว่างดินแดนทั้งสองฝั่งที่ยาวนานและยั่งยืนมานับพันปี
ทว่า นับตั้งแต่กรณีข่าวลือว่าดาราสาวชาวไทย ให้สัมภาษณ์ว่านครวัดเป็นของไทย
จนนำไปสู่การจลาจล เผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๔๖
ก็คงทำให้เราเห็นได้ว่ากรณีทำนองนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น
กรณีปราสาทตาควายนี้จึงพึงได้รับความใส่ใจและความรอบคอบในการดำเนินการจากหน่วยงานรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นอย่างยิ่ง
ขอขอบคุณ พ.ต.สุวัฒน์ วงษ์วาสน์
และพี่น้องทหารพรานจากกองร้อยทหารพรานที่ ๙๖๐ กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์
อาจารย์ สันธนะ ประสงค์สุข (สถาบันราชภัฏสุรินทร์ ) และ
คุณวิชชุ เวชชาชีวะ (กระทรวงการต่างประเทศ) |