A-  |  A+   
  

“เวียงและวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา”

“เวียงและวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา”

 

1_cover

2

 

             “…สมัยก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี เราไม่ใคร่ได้รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะหน้าที่ของเวียงและวังดีเท่าที่ควร เพราะโบราณสถานทั้งสองประเภทนี้มักก่อสร้างด้วยวัสดุที่มีความคงทนถาวรน้อย เช่น กำแพงเมืองสร้างด้วยดินและปราสาทราชวังสร้างด้วยเครื่องไม้ ยกเว้นแต่เพียงวัดเท่านั้นที่ก่อสร้างด้วยอิฐหรือศิลาแลงและปูน จึงเหลือเป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองในอดีตได้ดี

          “จนกระทั่งสมัยกรุงศรีอยุธยาเราจึงเริ่มเห็น และเข้าใจลักษณะและหน้าที่ที่แท้จริงของเวียง วัง และวัด เพราะเป็นเวลาที่โบราณสถานทั้งสามประเภทก่อสร้างด้วยวัสดุที่คงทนถาวรและเหลือร่องรอยให้ได้เห็นได้ศึกษาในปัจจุบัน และจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมของเวียง วัง และวัดดังกล่าวนี้ ทำให้ได้แลเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมและวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยาในระยะเวลาต่างๆ ได้เด่นชัด”

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ถึงพัฒนาการและความสำคัญของ “เวียง” ที่มีการก่อสร้างกำแพงเมือง ป้อม ประตู คูเมือง และ “วัง” อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และเป็นศูนย์กลางการปกครองของบ้านเมืองในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแบบแผนและลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเวียงและวัง สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและสังคมวัฒนธรรมอีกด้วย

อาจารย์ศรีศักรเสนอว่า การเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพและความซับซ้อนของเวียงวังในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เริ่มเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เห็นได้จากการขยายอาณาเขตพระราชวังหลวงและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นภายในบริเวณพระราชวัง

ภายหลังสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้มีการสร้าง “วัง” ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากพระราชวังหลวง ได้แก่ วังของพระมหาอุปราชและเจ้าฟ้าองค์สำคัญ วังของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) และกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข(วังหลัง)อันเป็นตำแหน่งสำคัญที่มีขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเพทราชา นอกจากนี้ยังมีพระราชวังที่ใช้สำหรับเป็นสถานที่แปรพระราชฐาน เช่นพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรีสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ซึ่งคติการสร้างวังในสมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นนี้ ได้สืบต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

บทความเรื่อง “เวียงและวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา” ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๒๐) หน้า ๖๗-๗๗.

ขอเชิญอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่คอลัมน์ “๑๐ ปีแรก วารสารเมืองโบราณ” คลิกที่ https://issuu.com/muangboranjournal/docs/0302-2520