A-  |  A+   
  

อโยธยาศรีรามเทพนคร

อโยธยาศรีรามเทพนคร

 

เรื่อง: ศรีศักร วัลลิโภดม

 

เจดีย์ประธานที่วัดจงกลม ในทุ่งขวัญ นอกเกาะเมืองอยุธยามีลักษณะไม่แตกต่างจากเจดีย์วัดพระแก้ว สรรคบุรี อาจสร้างร่วมสมัยเดียวกันด้วยพบร่องรอยการบูรณะด้วยการพอกองค์เจดีย์เดิม
เจดีย์ประธานที่วัดจงกลม ในทุ่งขวัญ นอกเกาะเมืองอยุธยามีลักษณะไม่แตกต่างจากเจดีย์วัดพระแก้ว สรรคบุรี อาจสร้างร่วมสมัยเดียวกันด้วยพบร่องรอยการบูรณะด้วยการพอกองค์เจดีย์เดิม

 

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐและบ้านเมืองจากยุคที่รุ่งเรืองของสหพันธรัฐ (มณฑล) ทวารวดีที่อยู่บนพื้นแผ่นดินใหญ่ และศรีวิชัยที่อยู่บนคาบสมุทรและหมู่เกาะของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา อันเนื่องมาจากเหตุสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ศาสตราจารย์โอ. ดับเบิลยู.วอลเตอร์ส(O. W. Wolters)นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนสำคัญซึ่งกล่าวว่า เป็นการสิ้นสุดอำนาจทางทะเลของศรีวิชัยที่ถูกทำลายโดยการรุกรานของอาณาจักรโจฬะทมิฬทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ฐานะของรัฐทางทะเลที่เป็นคนกลางผูกขาดสินค้าที่มาจากดินแดนโพ้นทะเล จนมีความมั่งคั่งร่ำรวยกว่ารัฐและอาณาจักรต่างๆ ในภูมิภาค ถูกจีนยกเลิกการค้าขายผ่านศรีวิชัย หันไปค้าขายกับบ้านเล็กเมืองน้อยตามท้องถิ่นในภูมิภาค ทำให้เกิดการรวมตัวของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ก่อตั้งเป็นเมืองเป็นรัฐใหม่ๆ ขึ้น ความคิดเห็นของอาจารย์วอลเตอร์ดังกล่าว ข้าพเจ้าคล้อยตามด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะสอดคล้องกับการสำรวจค้นคว้าและศึกษาชุมชนที่เป็นเมืองโบราณในดินแดนประเทศไทยซึ่งได้ทำมาเป็นเวลานาน เพราะบรรดาบ้านเมืองใหญ่ๆ ที่พัฒนาขึ้นเป็นนครรัฐนั้น มักพบตามเส้นทางการคมนาคมค้าขายแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะบ้านเมืองและรัฐแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เป็นต้นมา

 

นครรัฐหลังการสิ้นอำนาจของศรีวิชัย

เห็นได้จากพัฒนาการของรัฐสุโขทัยในพื้นที่ภาคกลางตอนบนหรืออีกนัยหนึ่งลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่านตอนล่าง อาณาบริเวณนี้ไม่เคยเกิดเป็นเมืองใหญ่หรือเป็นนครรัฐมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แม้ว่าจะพบร่องรอยชุมชนในระดับบ้านและเมืองเล็กตามแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุและของป่ามาแต่สมัยก่อนทวารวดีและสมัยทวารวดีแล้วก็ตาม จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ ๑๗ จึงมีพัฒนาการของเส้นทางการค้าจากบ้านเมืองและรัฐทางเหนือในลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่านตอนบนที่มีรัฐหริภุญชัยดำรงอยู่แต่สมัยทวารวดีลงมากับบ้านเมืองและรัฐใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาสมัยทวารวดี นับเป็นเส้นทางผ่านจากเหนือลงใต้มาออกทะเลที่อ่าวไทย ตัดผ่านกับเส้นทางตะวันตก-ตะวันออกที่เชื่อมต่อทะเลในอ่าวเบงกอลของมหาสมุทรอินเดียมาออกฝั่งทะเลจีนทางตะวันออกในประเทศเวียดนามตอนบน  เส้นทางการค้านี้อาจเรียกได้ว่าเป็น East-West corridor ในปัจจุบัน เส้นทางนี้มีบันทึกให้เห็นในจารีตและตำนานพงศาวดารของบรรดาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นบนเส้นทางการค้า เช่นจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ และตำนานมะกะโท ชาวมอญจากเมาะตะมะที่เข้ามาค้าขายในเมืองสุโขทัยเป็นต้น

ส่วนเส้นทางจากเหนือลงใต้ที่สำคัญคือการติดต่อระหว่างรัฐหริภุญชัยทางภาคเหนือมาตามลำน้ำปิง ผ่านนครสวรรค์มาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนยังกลุ่มเมืองทวารวดีที่เป็นเมืองท่าตามลำน้ำต่างๆ ในดินดอนสามเหลี่ยมเก่า(Old Delta)ที่มีการค้าขายกับบ้านเมืองภายนอกโพ้นทะเล ซึ่งบรรดาเมืองเหล่านี้มีทั้งเมืองเก่าสมัยทวารวดีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางน้ำซึ่งยังสามารถเดินเรือจากอ่าวไทยเข้ามาค้าขายได้ เช่นเมืองละโว้เป็นต้น ในขณะเมืองเก่าที่ทางน้ำตื้นเขินและเปลี่ยนทางเดิน เช่น เมืองนครชัยศรี เมืองอู่ทอง เมืองคูบัว เมืองอู่ตะเภา ริมลำน้ำหางสาครและเมืองอินทร์บุรีเก่าบนลำน้ำแม่ลา เกิดเมืองใหม่ขึ้นมาแทนในพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ซึ่งเมืองใหญ่ที่เป็นนครรัฐในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ตอนปลายและพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ก็คือเมืองสุพรรณภูมิบนลำน้ำท่าจีน เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เมืองแพรกศรีราชาบนลำน้ำน้อย และเมืองอโยธยาบนลำน้ำป่าสัก

นอกจากเกิดบ้านเมืองใหม่บนเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางน้ำไปออกทะเลดังกล่าวก็ยังมีหลักฐานหลายอย่างทั้งทางโบราณคดีและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่แลเห็นการเคลื่อนย้ายของผู้คนหลายชาติพันธุ์ ศาสนาและวัฒนธรรม เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นและมีการผสมผสานทางสังคมวัฒนธรรมกับผู้คนในบ้านเมืองเก่าที่มีมาก่อนแล้ว กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่นับได้ว่าเป็นชนชาติที่สำคัญก็คือ ชนชาติไท-ลาว ที่ทำให้เกิดการใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสำคัญในการสื่อสารกันทางสังคมและเศรษฐกิจแทนภาษาในตระกูลภาษามอญ-เขมรที่ใช้อยู่เดิม ผลจากการเคลื่อนย้ายของคนกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะชนชาติไท-ลาวที่เข้ามาในดินแดนประเทศไทย และทำให้เกิดบ้านเมืองใหม่ๆ ที่ใช้ภาษาไทยเป็นสื่อกลางแทนภาษาเก่า เกิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการเมืองใหม่ขึ้นในรูปของเทศะหรือประเทศ พื้นที่ทางวัฒนธรรมและการเมืองที่มีมาก่อนและปรากฏเป็นลายลักษณ์ก็คือ กัมพูชาเทศะที่หมายถึงเขตแดนกว้างใหญ่ของอาณาจักรในกัมพูชาที่เข้ามาถึงเมืองเสมาอันเป็นเมืองสำคัญในแว่นแคว้นศรีจนาศะ ดังปรากฏในศิลาจารึกสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๔ว่า เป็นดินแดนนอกเขตกัมพูชาเทศะ ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ในลุ่มน้ำมูลตอนล่างและลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็รวมอยู่ในดินแดนนอกพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการเมืองของขอมเมืองพระนคร ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา ดินแดนในประเทศไทยดังกล่าวถูกเรียกว่า สยามเทศะหรือสยามประเทศซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศ์ซ่ง หยวน และหมิง ตามลำดับ รวมทั้งจารึกนครวัดในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่กล่าวถึงกองทหารที่ไปจากเสียม (สยาม) และละโว้ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘  ทั้งสองแห่งละโว้และเสียมต่างก็อยู่ในภาคกลางของประเทศไทยเหมือนกัน จนในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ จดหมายเหตุจีนในราชวงศ์หมิงกล่าวว่า เสียมก๊กและหลอฮกก๊กได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สอดคล้องกันกับหลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงเป็นพระราชบุตรเขยของพระมหากษัตริย์แห่งสุพรรณภูมิ ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เสียมหมายถึงสุพรรณภูมิ ในขณะที่จีนยังเรียกทางหลอฮกหรือละโว้อยู่ ทั้งๆ ที่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นั้น หมายถึงกรุงศรีอยุธยา และพระมหากษัตริย์ผู้ครองรัฐนี้ก็มี ๒ ราชวงศ์ผลัดกันปกครองในลักษณะของการกินดองกันทางเครือญาติ จนกระทั่งปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลงมา แต่สมัยสมเด็จพระนครินทราธิราชแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ครองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแต่พระราชวงศ์เดียว ในขณะที่กษัตริย์ราชวงศ์ละโว้แตกไปอยู่ทางเมืองพระนครหรือกัมพูชาแทน ทำให้เกิดสงครามกับเมืองพระนครระหว่างสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ กับอาณาจักรเมืองพระนครที่เกี่ยวดองกับพระมหากษัตริย์ราชวงศ์ละโว้ จนในที่สุดกองทัพสยามจากกรุงศรีอยุธยาก็ตีเมืองพระนครแตก กวาดต้อนเทครัวผู้คน ขุนนางและชีพราหมณ์ รวมทั้งสมบัติที่มีค่าควรเมืองมายังพระนครศรีอยุธยา ทำให้กษัตริย์ทางเมืองพระนครต้องย้ายเมืองสำคัญไปตั้งใหม่ริมแม่น้ำโขงในเขตพนมเปญ ดังมีกล่าวถึงในลิลิตยวนพ่ายอันเป็นวรรณคดีสำคัญในสมัยอยุธยาตอนกลางคือในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ว่า

ปางเทนคเรศเรื้อ                   ยังกรุง

พระนครอโยทธยา                            ยิ่งฟ้า

 

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๑