A-  |  A+   
  

สุพรรณภูมิ-เสียมหลอก๊ก-สหพันธรัฐเสียม

สุพรรณภูมิ-เสียมหลอก๊ก-สหพันธรัฐเสียม

เขียน : ศรีศักร  วัลลิโภดม

 

สถูปแบบสุพรรณภูมิที่วัดพระรูป สร้างบนฐานสี่เหลี่ยม ตัวสถูปเป็นแปดเหลี่ยม องค์ระฆังทรงกลม บัลลังก์ย่อมุมยี่สิบแบบสถูปปาละ เป็นสถูปรูปแบบเดียวกับวัดพระแก้วเมืองสรรค์ จ. ชัยนาท
สถูปแบบสุพรรณภูมิที่วัดพระรูป สร้างบนฐานสี่เหลี่ยม ตัวสถูปเป็นแปดเหลี่ยม องค์ระฆังทรงกลม บัลลังก์ย่อมุมยี่สิบแบบสถูปปาละ เป็นสถูปรูปแบบเดียวกับวัดพระแก้วเมืองสรรค์ จ. ชัยนาท

 

 

ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แผ่นดินสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยา มีจารึกวัดส่องคบที่เมืองชัยนาทกล่าวถึงการทำบุญสร้างวัดของเจ้าเมืองขุนเพชรสารกับครอบครัว ซึ่งมีการอ้างภูมิหลังของครอบครัวที่เคยทำบุญที่เมืองสุพรรณภูมิและเมืองอโยธยา อันเป็นนครใหญ่เสมอกันในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากหลักฐานชื่อนครในจารึกนี้ทำให้รู้ว่าเมืองพระนครศรีอยุธยาแต่เดิมเรียก อโยธยา และเมืองสุพรรณบุรีเรียก สุพรรณภูมิ  เมืองอโยธยาถูกกล่าวถึงในจารึกวัดเขากบของสุโขทัยในนามของ “อโยธยาศรีรามเทพนคร” และจารึกรุ่นหลังมักเรียกชื่อง่ายๆ ว่า “นครพระราม” ส่วนสุพรรณบุรีเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองสุพรรณภูมิที่ปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภายหลังจากมีการปรับเปลี่ยนภูมิสถานของเมืองใหม่ เข้าใจว่าแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นต้นมา  ด้วยเป็นเวลาที่มีการตระเตรียมบ้านเมืองเพื่อรับศึกพม่าจากหงสาวดี จากข้อความในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ครั้งนั้นได้รื้อกำแพงเมืองเก่าหลายแห่ง เช่นเมืองนครชัยศรี (เมืองพระปฐมเจดีย์) มาตั้งใหม่ที่ปากน้ำบางแก้วที่เป็นอำเภอนครชัยศรีในปัจจุบัน และบรรดาเมืองเก่าที่ถูกรื้อไปนั้น มีเมืองสุพรรณภูมิด้วย

งานค้นคว้าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของข้าพเจ้าได้พบและพิสูจน์ว่าเมืองอโยธยาก่อนการเกิดขึ้นของพระนครศรีอยุธยานั้น เมืองเก่าอยู่ที่ฟากตะวันออกของคูขื่อหน้าอันเป็นคูเมืองด้านตะวันตกของเมืองอโยธยา ต่อมาภายหลังข้าพเจ้าศึกษาสำรวจและพบจากภาพถ่ายทางอากาศว่า เมืองสุพรรณบุรีก็เช่นเดียวกับพระนครศรีอยุธยาที่มีการปรับตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ ร่องรอยจากภาพถ่ายทางอากาศแลเห็นว่าเมืองเก่ามีขนาดใหญ่กว่าเมืองสุพรรณบุรี คือเป็นเมืองอกแตก มีแม่น้ำสุพรรณบุรีไหลผ่ากลางเมือง โดยที่ยังมีร่องรอยของคูเมืองเดิมอยู่ทางฝั่งตะวันออกเหลือให้เห็น เพราะสุพรรณบุรีในปัจจุบันกำแพงเมืองและตัวเมืองจำกัดอยู่เพียงแค่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรีเท่านั้น ปัจจุบันร่องรอยแนวกำแพงดินและคูน้ำของเมืองเก่าทางฝั่งตะวันออกได้กลายเป็นตัวเมืองของจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

 

ศิลปะแบบอโยธยา-สุพรรณภูมิ

ดังนั้นจารึกวัดส่องคบของเจ้าเมืองขุนเพชรสารแห่งเมืองชัยนาทที่อยู่ในรัชกาลของสมเด็จพระรามราชาธิราชในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นั้น เมืองสุพรรณภูมิคือเมืองเก่าของเมืองสุพรรณบุรีที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นเมืองที่ลดระดับจากเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางของนครรัฐของกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิมาเป็นเมืองชั้นในและเป็นบริวารของเมืองพระนครศรีอยุธยา จากเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่คลุมสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีมาเป็นเมืองขนาดเล็กในพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ มีการก่อกำแพงด้วยอิฐปูนเป็นเมืองแบบที่มีป้อมปราการรูปใบเสมาแบบตะวันตกอันเป็นเมืองแบบใหม่ในสมัยอยุธยาแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา เมืองสุพรรณบุรีแม้ว่ามีอาณาเขตเมืองแคบลงกว่าแต่เดิม แต่ยังรักษาศาสนสถานที่เป็นวัดวาอารามของเมืองที่มีอยู่เดิมได้อย่างสืบเนื่อง โดยการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเก่าและวัดสำคัญไว้ แม้จะมีการสร้างของใหม่เข้ามาเสริมก็ตาม ทำให้ยังสามารถรักษาร่องรอยของศิลปกรรมทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ซึ่งมีมาก่อนได้เป็นอย่างดี เช่น วัดพระรูป วัดมรกต วัดมหาธาตุ โดยเฉพาะพระสถูปเจดีย์นั้นมีรูปแบบที่เรียกว่าเป็นอัตลักษณ์ทางพุทธศิลป์แห่งยุคในพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ลงมาในลักษณะที่แตกต่างจากพระสถูปเจดีย์ทรงกลมที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาลังกาวงศ์ซึ่งแพร่เข้ามาแทนที่พระพุทธศาสนาครั้งสมัยทวารวดีความแตกต่างนี้เห็นได้จากพระสถูปทรงแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมที่รับองค์ระฆังบนส่วนยอด เช่นที่พบที่วัดพระรูปและวัดมรกต รวมทั้งพระสถูปที่พบในบริเวณวัดมหาธาตุ พระสถูปทรงแปดเหลี่ยมดังกล่าวอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ ผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศิลป์ของวารสารเมืองโบราณ  เรียกเป็นศิลปะแบบอโยธยา-สุพรรณภูมิ เพราะเป็นพระสถูปร่วมสมัยเดียวกันกับบรรดาพระสถูปที่พบที่เมืองละโว้ เมืองอโยธยา เมืองแพรกศรีราชา เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และเมืองอื่นๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาจารย์ประยูรให้ข้อสังเกตว่า พระสถูปแบบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับศิลปะแบบลังกาที่เป็นพระสถูปทรงกลมตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมอย่างที่พบมากในเมืองสุโขทัย นครศรีธรรมราชและบรรดาพระสถูปสมัยอยุธยาแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา หากเป็นอิทธิพลของศิลปะปาละที่ส่งผ่านพระสถูปเจดีย์ที่เมืองหริภุญชัยทางภาคเหนือ อันเป็นสถูปร่วมสมัยทวารวดีตอนปลายในภาคกลาง ข้าพเจ้าใช้ความรู้จากการค้นพบของอาจารย์ประยูรในการพิสูจน์การมีตัวตนของเมืองสุพรรณบุรีและเมืองร่วมสมัย คือเมืองอโยธยา แพรกศรีราชา ราชบุรีและเพชรบุรีว่าเป็นบ้านเมืองร่วมสมัยที่มีการนับถือพระพุทธศาสนาแต่สมัยทวารวดีมาจนพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ก่อนที่อิทธิพลของพุทธศาสนาลังกาวงศ์จะแพร่หลายเข้ามา

 

2-เจดีย์วัดสนามชัย-1
เจดีย์สุพรรณภูมิขนาดใหญ่ที่วัดสนามชัย โดดเด่นที่เรือนธาตุแปดเหลี่ยมกลวงเป็นห้อง พบว่าภายในบรรจุกระดูกและเถ้าถ่านคนตายจำนวนมาก ทำให้หลายท่านไพล่คิดไปว่าเป็นเจดีย์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามไทย-พม่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

พระสถูปทรงแปดเหลี่ยมที่ยังคงเหลืออยู่ที่เมืองสุพรรณภูมิดังกล่าว หาได้พบแต่เพียงในตัวเมืองทางฝั่งตะวันตกที่กลายมาเป็นเมืองสุพรรณบุรีไม่ หากยังพบทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณบุรีที่กลายเป็นตัวจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบันด้วย เข้าใจว่าคงมีอยู่หลายแห่งหลายวัด แต่ถูกรื้อทำลายไปหมด คงเหลืออยู่แต่เพียงแห่งเดียวที่มีขนาดใหญ่และสำคัญไม่น้อย คือพระสถูปวัดสนามชัย ไม่ได้อยู่ภายในคูเมืองหากอยู่นอกกำแพงเมืองมาทางเหนือเล็กน้อย เป็นวัดใหญ่และวัดสำคัญที่มีการบูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมในสมัยเมืองสุพรรณบุรี ความสำคัญอยู่ที่พระสถูปทรงแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่กว่าบรรดาพระสถูปร่วมสมัยที่พบในที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ละโว้ อโยธยา แพรกศรีราชา ราชบุรี เพชรบุรี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระสถูปองค์นี้ส่วนบนหักพังลงเกือบหมดสิ้นเหลืออยู่เพียงส่วนน้อยที่ยังพอเป็นหลักฐานให้เห็นว่าเครื่องบนที่เป็นองค์ระฆังและยอดพระสถูปมีลักษณะเช่นใด แต่ความโดดเด่นอยู่ตรงส่วนกลมที่เป็นแปดเหลี่ยมลักษณะเป็นเรือนธาตุที่กลวงเป็นห้องกรุขนาดใหญ่บรรจุกระดูกและเถ้าถ่านของคนตายไว้มากมาย อันแสดงให้เห็นว่าเป็นผลมาจากการเผาศพคนตายจำนวนมากที่อาจเกิดจากภัยโรคระบาดหรือภัยสงครามอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ความเข้าใจของผู้รู้ในปัจจุบันเชื่อว่าเป็นกรุที่เก็บอัฐิธาตุของนักรบไทยที่ตายในการทำสงครามกับพม่าสมัยสมเด็จพระนเรศวร ที่มีความพยายามเชื่อมโยงเข้ากับสงครามยุทธหัตถีที่ตำบลดอนเจดีย์ ในทำนองเดียวกับที่เชื่อว่าพระสถูปเจดีย์ที่ดอนเจดีย์คือพระสถูปที่สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์การยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร ในส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เชื่อทั้งพระสถูปทรงแปดเหลี่ยมที่วัดสนามชัยและพระสถูปที่ดอนเจดีย์เป็นของสมเด็จพระนเรศวรในสมัยสงครามกับพม่า แต่ตรงข้ามกลับเชื่อและเห็นว่าพระมหาสถูปทั้งสองแห่งนี้เป็นศาสนสถานสำคัญของผู้คนในบ้านเมืองยุคเมืองสุพรรณภูมิที่มีมาก่อนสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปีก่อนการเกิดขึ้นของเมืองพระนครศรีอยุธยาและเมืองสุพรรณบุรี

 

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๔