A-  |  A+   
  

นครรัฐสุโขทัยในสยามประเทศ

นครรัฐสุโขทัยในสยามประเทศ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

 

ในการศึกษาทางมานุษยวิทยาโบราณคดีที่ทำมากว่า ๔๐ ปี เกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของรัฐในดินแดนประเทศไทย จากหลักฐานพัฒนาการของสังคมมนุษย์ ที่ผ่านขึ้นมาตามขั้นตอนของวิวัฒนาการ (evolution) จากการเป็นชุมชนขนาดเล็กที่เรียกว่า บ้าน (village) ขึ้นมาเป็นเมือง (town) เป็นนคร (city) และเป็นอาณาจักร (kingdom) นั้น หากศึกษาจากขนาดและโครงสร้างทางกายภาพ หลักฐานทางโบราณคดี และโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว พอสรุปได้ว่า การเป็นราชอาณาจักร (kingdom) เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่พระนครศรีอยุธยา แต่สมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นต้นมา สิ่งดังกล่าวเป็นปัญหาทางประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยกระทั่งในปัจจุบัน เพราะผู้คนส่วนใหญ่และทางราชการยังเชื่อว่ามีอาณาจักรมาก่อนนี้แล้ว และอาณาจักรของชนชาติไทยแห่งแรกก็คือ สุโขทัย จนเป็นการยอมรับทั่วไปว่าสุโขทัยคือราชธานีหรือเมืองหลวง (capital city) แต่เพราะข้าพเจ้าไม่เชื่อในเรื่องชนชาติที่เกิดจากการสืบทางสายเลือด ซึ่งวงวิชาการทางมานุษยวิทยาเรียกว่า เชื้อชาติ (race) ซึ่งการเป็นชาติ (race) นี้ อาจมีอยู่ในชุมชนระยะแรกเริ่มที่เกิดจากการรวมกันของเครือญาติในสายตระกูลเดียวกัน แต่ก็ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะไม่ใช่เกิดจากการสืบสายเฉพาะทางสายเลือดเท่านั้น หากต้องผสมผสานกันกับคนในสายเลือดอื่น จากการแต่งงานที่เรียกกันว่า “กินดอง” และการรวมกันของกลุ่มเครือญาติดังกล่าว ขึ้นเป็นชุมชน ในทางวิวัฒนาการเรียกว่าเป็น “ชนเผ่า” (tribe) และเมื่อชุมชนเหล่านี้มีการรวมตัวกันทางการเมือง เศรษฐกิจ ก็จะเกิดเป็นรัฐชนเผ่า (tribal state) ขึ้น ที่คนทั้งรัฐมีความเป็นเครือญาติกันทั้งทางสายโลหิตและการกินดอง

 

การเกิดขึ้นของชุมชน “เมือง” และ “นคร”

จากการศึกษาหลักฐานทางด้านโบราณคดีและชาติวงศ์วรรณนา ไม่พบร่องรอยของรัฐชนเผ่าในพื้นที่ราบลุ่มของประเทศ แต่พอแลเห็นในพื้นที่สูงแถบภูเขาทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการพัฒนาวัฒนธรรมในระบบหินตั้งซึ่งมีมาแต่สมัยราว ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล  ตรงกับพุทธศตวรรษที่ ๑-๒ ขณะที่ในพื้นที่ราบลุ่มมีพัฒนาการของชุมชนที่เป็นบ้านและเมือง มีการผสมผสานของคนหลายชาติพันธุ์ที่มาจากถิ่นต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานผสมผสานกันในชุมชนทั้งระดับบ้านและเมือง จนเกิดการสร้างบ้านแปงเมือง ที่แลเห็นความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในอาณาบริเวณหนึ่งร่วมกัน หรือท้องถิ่นเดียวกัน พัฒนาการของสังคมทั้งที่อยู่ในที่สูงและที่ต่ำาดังกล่าวแต่สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมานั้น เป็นพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ผ่านจากยุคหินเก่า หินใหม่ และสังคมของพวกมนุษย์ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบ food gathering economy ที่พวกนักโบราณคดีรุ่นเก่าๆ เรียกว่าสังคมนายพราน มาสู่สังคมแบบ food producing economy หรือสังคมเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ที่นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งยังเชื่อว่าเป็นยุคหินใหม่หรือหินขัดอยู่ แต่ในยุค ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคโลหะ ตอนปลายที่เข้าสู่การสร้างบ้านแปงเมืองและพัฒนาการของรัฐแรกเริ่ม (early state) เป็นยุคที่ดินแดนประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความสัมพันธ์กับสังคมที่เป็นรัฐและอาณาจักรโพ้นทะเล เช่น อินเดียและยูนนานตอนใต้ของประเทศจีน ที่เป็นเขตดินฟ้าอากาศแบบลมมรสุม ทำให้มีการติดต่อทั้งทางบกและทางทะเลถึงกัน โดยเฉพาะกับทางอินเดียนั้น ในยุค ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เทียบได้กับยุคต้นพุทธกาลที่บ้านเมืองพัฒนาขึ้นเป็นรัฐ แว่นแคว้น และอาณาจักรที่มีอารยธรรม (civilization) การมีอารยธรรมนั้น มีเกณฑ์ที่กำหนดได้จากความเจริญทั้งด้านเทคโนโลยี เช่น การมีโลหะวัตถุอย่างสำริด เหล็ก ที่นำมาผลิตเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธ และเครื่องประดับ ควบคู่กับการทำแก้วหลากสีและหินกึ่งมีค่าหลากสี กับความเจริญทางศิลปวิทยา ดังเห็นจากศาสนาที่พัฒนาการถึงขั้นอภิปรัชญา เช่น ศาสนาพุทธและฮินดู ภาษาและอักษรที่ใช้ในการสื่อสารได้กว้างขวาง และศิลปะสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ เช่น ปราสาท ราชวัง ป้อมปราการ การมีถนนหนทางและการชลประทาน เพื่อมีน้ำในการอุปโภคบริโภค รวมถึงการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในบริเวณชุมชนที่เป็น “เมือง” และ “นคร” เท่านั้น

ความเจริญทางอารยธรรมระหว่างอินเดียกับบ้านเมือง ในดินแดนเอเชียอาคเนย์ไม่เท่ากันในสมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล หรือต้นพุทธกาลของอินเดีย ที่เห็นความเป็นเมืองที่เรียกว่า urban area และ urban center แล้ว มีระบบและสถาบันกษัตริย์ที่สัมพันธ์กับศาสนาพุทธและพราหมณ์อย่างชัดเจน แต่สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ในดินแดนเอเชียอาคเนย์ ส่วนใหญ่เพิ่งวิวัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเป็นเมืองและรัฐแรกเริ่มในวัฒนธรรมหินตั้ง เป็นรัฐที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลาดลุ่มบริเวณที่เป็นแอ่ง (basin) ลำน้ำและหนองน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ดึงดูดให้มีการเคลื่อนย้ายของคนจากถิ่นอื่น รวมทั้งคนจากพื้นที่สูงของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งในด้านเกษตรกรรมและการตั้งถิ่นฐานอยู้อาศัย รัฐแรกเริ่มเหล่านี้ มักมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของลุ่มน้ำเดียวกันหรือสองลุ่มน้ำที่อยู่ไม่ห่างไกลกัน หรือไม่ก็ทั้งแอ่งในระหว่างหุบเขา เช่น ทางภาคเหนือของประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าบริเวณที่เป็นลุ่มน้ำทุกแห่งในทุกภาคของประเทศ จะมีวิวัฒนาการขึ้นเป็นชุมชนบ้านเมืองและรัฐไปทั้งหมด เพราะยังมีคนอยู่จำนวนน้อยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ยุคหินกะเทาะและยุคหินขัด จนกระทั่งยุคเหล็กแต่สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา จึงมีการเคลื่อนย้ายของคนจากทั้งภายในและภายนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ซึ่งอาจพูดได้อย่างคร่าวๆ ว่า การเติบโตของประเทศและบ้านเมืองไม่ใช่มาจากอัตราการเกิด (birth rate) หากเป็นการเคลื่อนย้ายจากที่อื่นเข้ามา (migration) ซึ่งร่องรอยของบรรดาชุมชนบ้านเมืองจากหลักฐานทางโบราณคดีในขณะนี้ แสดงให้เห็นว่ามีพัฒนาการมาแต่ ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลหรือสมัยต้นพุทธกาล ก็คือ ดินแดนในลุ่มน้ำมูล-ชีในแอ่งโคราช และลุ่มน้ำสงครามในแอ่งสกลนครทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในภาคกลางของประเทศไทย ส่วนภาคอื่นๆ นั้นอยู่ในบริเวณชายขอบที่มีขึ้นในบางท้องถิ่น โดยเฉพาะบริเวณชายทะเล เช่น ภาคใต้และภาคตะวันออก แต่ในที่นี้จะจำกัดอยู่แต่เพียงภาคกลางที่มีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของรัฐสุโขทัยเป็นสำคัญ

 

แผนที่แสดงการกระจายตัว ของแหล่งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา ที่บางแหล่งสืบเนื่องมาจนถึง สมัยทวารวดี เช่น ดงแม่นางเมือง และบริเวณต้นน้ำแม่ลำพัน ในเขตบ้านด่านลานหอย
แผนที่แสดงการกระจายตัว ของแหล่งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา ที่บางแหล่งสืบเนื่องมาจนถึง สมัยทวารวดี เช่น ดงแม่นางเมือง และบริเวณต้นน้ำแม่ลำพัน ในเขตบ้านด่านลานหอย

 

แผนที่แสดงการกระจายตัว ของแหล่งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ สมัย ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา ที่บางแหล่งสืบเนื่องมาจนถึง สมัยทวารวดี เช่น ดงแม่นางเมือง และบริเวณต้นน้ำแม่ลำพัน ในเขตบ้านด่านลานหอย

 

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๒