A-  |  A+   
  

ที่นี่… สถานีชุมทางบ้านภาชี

 

เรื่อง: เมธินีย์  ชอุ่มผล

 

1
หัวรถจักรไอน้ำตั้งเป็นสัญลักษณ์เด่นอยู่คู่กับป้ายสถานีชุมทางภาชี

 

บ้านภาชี มีชื่อปรากฏในบันทึกและวรรณกรรมอย่างชัดเจนเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ซึ่งก่อนหน้านั้นทั้งในบันทึกและงานวรรณคดีโบราณที่ตกทอดมาจากสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวถึงการเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาท หรือไปไหว้พระพุทธฉายที่สระบุรีนั้นไม่ปรากฏชื่อของบ้านภาชี มีเพียงชื่อบ้านนามเมืองบางแห่งที่ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอภาชีและอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น ในปุณโณวาทคำฉันท์[1]ตอนที่กล่าวถึงการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท ผ่าน “ท่าเจ้าสนุก” ซึ่งเป็นหมู่บ้านในอำเภอท่าเรือ มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นสถานที่บนเส้นทางเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาททางชลมารค

นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อบ้าน “อรัญญิก ตะเคียนด้วน ศาลาลอย” ซึ่งมีพื้นที่ติดกับอำเภอภาชีในนิราศพระบาท ของสุนทรภู่ ที่แต่งขึ้นราวปี  พ.ศ.๒๓๕๐  และ “บางม่วง” ใน โคลงนิราศพระบาท สำนวนนายจัด

เส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างบางกอกกับอยุธยาและเมืองสระบุรีนั้น ส่วนใหญ่ในอดีตใช้เส้นทางเรือเป็นหลักการบรรยายกล่าวถึงชุมชนต่างๆ จึงยังไม่ปรากฏชื่อบ้านภาชี ประจวบกับพื้นที่อำเภอภาชีเกือบทั้งอำเภอนั้น ไม่มีส่วนใดที่ติดกับแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักเลย ส่วนที่อยู่ติดกับแม่น้ำนั้นจะค่อนไปทางพื้นที่ของอำเภอท่าเรือและอำเภอนครหลวงเสียมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าในงานประพันธ์ที่แต่งขึ้นก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ มิได้กล่าวถึงบ้านภาชีหรือกลุ่มบ้านที่กระจุกตัวอยู่ในเขตบ้านภาชีในปัจจุบัน แต่กลับปรากฏชื่อบ้านนามเมืองของหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงเช่น บ้านอรัญญิกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอภาชี ห่างออกไปราว ๒๐ กิโลเมตร  หรือบ้านบางม่วง ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำป่าสักและอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอภาชีเช่นกัน ขยับใกล้เข้ามาอีกนิดคือบ้านศาลาลอยที่อยู่ในเขตอำเภอท่าเรือก็ใกล้กับอำเภอภาชีเช่นกัน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ บริเวณที่เป็นบ้านภาชียังไม่มีการอยู่อาศัยเป็นชุมชนตั้งบ้านเรือนหรือสร้างหมู่บ้านถาวร อาจเป็นเพียงทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงม้าที่ใช้ในการศึกสงครามเท่านั้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา หลังจากที่มีศึกสงครามกับทางฝั่งลาว ได้มีการกวาดต้อนเชลยศึกชาวลาวเวียงจากทางเวียงจันทน์และภาคอีสานเข้ามา ทำให้มีบ้านเรือนของชาวลาวกระจายตัวตั้งถิ่นฐานตั้งแต่อำเภอหนองแซง  จังหวัดสระบุรี เรื่อยมาจนถึงอำเภอท่าเรือและในพื้นที่อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ยังคงไม่ได้เรียกที่นี่ว่า “ภาชี”

ก่อนปีพ.ศ. ๒๔๗๙[2]ทางราชการได้มีการจัดสร้างที่ทำการอำเภอและเรียกว่า “ที่ทำการบ้านภาชี” มีอำนาจการปกครองทั้งหมด ๖ ตำบลคือ ตำบลพระแก้วตำบลไผ่ล้อม ตำบลดอนหญ้านาง  ตำบลโคกม่วง ตำบลกระจิวและตำบลหนองน้ำใส ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้มีการยกฐานะจากที่ทำการบ้านภาชีขึ้นเป็น “กิ่งอำเภอภาชี” ขึ้นกับอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “อำเภอภาชี” มีเขตการปกครองครอบคลุม ๘ ตำบล โดยเพิ่มตำบลสระโสมและตำบลภาชีเข้ามาด้วย

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒คำว่า “ภาชี” แปลว่า ผู้แบ่ง แต่คนที่ภาชีหรือแม้กระทั่งนายสถานีรถไฟภาชีต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ภาชี แปลว่า ทางแยก” ซึ่งหากดูจากความหมายของคำ ก็เข้าเค้าว่าจะมีความหมายมาจากความเข้าใจเดียวกันอีกทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่ออำเภอนั้นมีว่า เมื่อเกิดสถานีชุมทางรถไฟขึ้น ชาวบ้านที่เป็นชาวลาวเรียกว่า “ปาซี” ซึ่งในภาษาลาวเวียงแปลว่า ทางแยก แล้วจึงเพี้ยนมาเป็นภาชี[3]

ชื่อของ “ภาชี” เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ เมื่อมีการสร้างสถานีชุมทางรถไฟบ้านภาชี ซึ่งการตัดเส้นทางรถไฟระยะแรกเริ่มจากกรุงเทพฯ มายังอยุธยา มีระยะทาง ๗๑ กิโลเมตร และเมื่อตัดเส้นทางระยะที่ ๒ จากอยุธยาผ่านชุมทางบ้านภาชีถึงสถานีแก่งคอยเพิ่มอีก ๕๓ กิโลเมตร และจากสถานีแก่งคอยต่อไปยังสถานีนครราชสีมาอีก ๑๒๖ กิโลเมตร จึงแล้วเสร็จและเปิดใช้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๓

 

 

รถไฟสายสั้นที่วิ่งผ่านสถานีชุมทางบ้านภาชี เป็นพาหนะที่สะดวกและประหยัดที่สุดในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในภาพเห็นวัดภาชีหรือวัดนายี่ซึ่งมีมาก่อนการสร้างสถานีรถไฟ
รถไฟสายสั้นที่วิ่งผ่านสถานีชุมทางบ้านภาชี เป็นพาหนะที่สะดวกและประหยัดที่สุดในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในภาพเห็นวัดภาชีหรือวัดนายี่ซึ่งมีมาก่อนการสร้างสถานีรถไฟ

 

ผู้โดยสารจากบ้านภาชีและบริเวณใกล้เคียงมารอขึ้นรถไฟกันแต่เช้า เพื่อมุ่งเข้าตัวเมืองอยุธยาและกรุงเทพฯ
ผู้โดยสารจากบ้านภาชีและบริเวณใกล้เคียงมารอขึ้นรถไฟกันแต่เช้า เพื่อมุ่งเข้าตัวเมืองอยุธยาและกรุงเทพฯ

 

“ภาชี”ในประวัติศาสตร์

ก่อนที่จะริเริ่มสร้างระบบการคมนาคมขนส่งชนิดใหม่ขึ้นมาในสยามนั้น การเดินทางในที่ราบภาคกลางส่วนใหญ่ใช้เส้นทางน้ำ เพราะสามารถเชื่อมต่อกันได้ตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของภาค คือนับจากจังหวัดนครสวรรค์ที่เป็นต้นทางของแม่น้ำเจ้าพระยา และจังหวัดชัยนาทที่เป็นต้นทางของแม่น้ำท่าจีนทั้ง ๒ ลำน้ำนี้เป็นต้นน้ำสำคัญของที่ราบลุ่มภาคกลางและจังหวัดในภูมิภาคตะวันตก ส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกมีสายน้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำบางปะกง

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในภาชีปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นชาวลาวและบอกเล่าแก่คนนอกอย่างหนักแน่นว่า เป็น ลาวเวียงซึ่งมีที่มาจากหลายพื้นที่ด้วยกัน จากประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายของพวกเขาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ยังคงมีการรบพุ่งระหว่างสยามกับเมืองรายรอบ เช่น ล้านนา เขมร ลาว อยู่นั้นปรากฏ การเคลื่อนย้ายของคนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในฐานะเชลยศึก  ๓ ครั้งใหญ่[4]ด้วยกันคือครั้งแรกปีพ.ศ.๒๓๒๑ สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กลุ่มเชลยครัวลาวเวียงครั้งนี้กระจายตัวอยู่ในจังหวัดสระบุรีลพบุรี และพระนครศรีอยุธยาเพื่อเป็นแรงงานและทหารยามมีศึกสงครามครั้งที่๒เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่๑ในปีพ.ศ.๒๓๓๔ และปี พ.ศ.๒๓๓๗ซึ่งเป็นช่วงที่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ได้เพียงไม่กี่ปีให้ชาวลาวจากสิบสองจุไทและเชียงขวางที่เป็นพวกไททรงดำหรือลาวโซ่ง และไทพวนหรือลาวพวน ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ทางหัวเมืองฝั่งตะวันตกเพื่อเป็นหน้าด่านกันชนกับพม่า ได้แก่เมืองกาญจนบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี และนครปฐมจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏว่ามีชุมชนเชื้อสายลาวเวียงเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำป่าสักในเขตอำเภอนครหลวง คือ บ้านสามไถ บ้านต้นโพธิ์ และบ้านไผ่หนอง พวกเขาเป็นกลุ่มช่างฝีมือทั้งช่างทอง ช่างตีเหล็ก ที่อพยพหนีความแห้งแล้งกันดารจากเวียงจันทน์เข้ามาอาศัยอยู่ในเขตพระนครศรีอยุธยาครั้งที่ ๓ระหว่าง พ.ศ.๒๓๖๙-๒๓๗๑ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ชาวลาวเวียงถูกกวาดต้อนมาจำนวนมาก ให้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ราชบุรี นครนายก ลพบุรี ชัยนาท กำแพงเพชร บางพวกอพยพต่อไปแถบจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี สุโขทัย หรือขึ้นไปทางภาคเหนือก็มีขณะเดียวกันมีชาวลาวจากเมืองนครพนมถูกเทครัวให้ไปอยู่ทางหัวเมืองตะวันออก เช่น พนัสนิคม พนมสารคาม ประจันตคามกบินทร์บุรี เป็นต้น ด้วยเหตุจากศึกสงครามนี้เองทำให้มีชาวลาวเวียง ชาวลาวจากสิบสองจุไท เชียงขวาง และชาวลาวจากพื้นที่แถบอีสานกระจายตัวอยู่ทั่วภาคกลางของสยาม

 

[1]ปุณโณวาทคำฉันท์ แต่งโดย พระมหานาค วัดท่าทราย มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำนานพระพุทธบาทตามคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ไม่ปรากฏว่าแต่งขึ้นเมื่อใด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะแต่งขึ้นในคราวแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ได้มีการสมโภชพระพุทธบาทเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๒๙๓-๒๓๑๐

[2]ข้อมูลจาก WWW.thenartblog.files.wordpress.com

[3]จากคำบอกเล่าของนายสถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี และเอกสารของสถานีฯ ซึ่งไม่ปรากฏปีที่พิมพ์

[4]ข้อมูลจาก www.e-shann.com

 

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๑