A-  |  A+   
  

ต้มยำกุ้งวิทยา: วิชานี้อย่าเลียน!

ต้มยำกุ้งวิทยา: วิชานี้อย่าเลียน!

ส่วนนิทรรศการ โซน 5 สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (1)
ส่วนนิทรรศการ โซน 5 สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

 

มิวเซียมสยาม เปิดตัว “ต้มยำกุ้งวิทยา: วิชานี้อย่าเลียน!” นิทรรศการที่จะพาผู้ชมไปร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอย่าง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” โดยมุ่งสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมการเรียนรู้สังคมไทยในแง่มุมต่างๆ ทั้งในแง่สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ผ่านบทเรียนครั้งสำคัญในอดีตที่มีผลกระทบต่อเนื่องมายังสังคมปัจจุบัน

            นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เป็นอุบัติการณ์ครั้งสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่ส่งผลกระทบแทรกซึมไปในแทบทุกอณูของสังคม ทั้งในภาคเมือง ภาคชนบท ภาคธุรกิจ ภาคการเมือง และภาควัฒนธรรม ซึ่งแม้เวลาจะผ่านมาเกือบ สองทศวรรษแล้ว แต่ประดิษฐกรรมมากมายที่กำเนิดจากยุคต้มยำกุ้ง อาทิ การเกิดขึ้นของอาชีพฟรีแลนซ์ การเกิดกระแสธุรกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืน การเกิดเศรษฐกิจฐานความรู้ หรือการเดินตามแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจไทยด้วยการท่องเที่ยว นั้นยังคงดำรงอยู่และมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จนกลายมาเป็นรากฐานและลักษณะพิเศษของสังคมไทยในปัจจุบัน

 

ส่วนนิทรรศการ โซน 5 สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต
ส่วนนิทรรศการ โซน 5 สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

 

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ ๒๐ ปี ของวิกฤตดังกล่าว มิวเซียมสยาม ในฐานะพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ได้เปิดตัวนิทรรศการหมุนเวียนชุด “ต้มยำกุ้งวิทยา: วิชานี้อย่าเลียน!” ขึ้น ภายใต้แนวคิด “Back to School” ที่หยิบยกวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาให้คนทั่วไปได้ทำความเข้าใจสังคมไทยในแง่มุมต่างๆ ผ่านการจำลองบรรยากาศของห้องเรียนและบางส่วนของโรงเรียน ด้วยเชื่อว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตจะช่วยให้คนไทยเข้าใจและตระหนักถึงการเรียนรู้สังคมไทยผ่านบทเรียนในอดีต ทั้งยังทำให้ได้สืบย้อนการต่อยอดของสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันว่ามีที่มาอย่างไร อันจะนำไปสู่การตัดสินใจกำหนดอนาคตของสังคมร่วมกัน โดยนิทรรศการชุดดังกล่าวจะพาทุกคนไปร่วมถอดบทเรียนจากอดีตผ่าน ๘ โซนนิทรรศการ อันประกอบไปด้วย

               โซน ๑  สวนสรุป คือประตูด่านแรกที่จะนำผู้ชมไปเรียนรู้วิกฤตต้มยำกุ้งร่วมกัน ผ่านการนำเสนอข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ ในรูปแบบของสนามเด็กเล่นบริเวณกลางแจ้ง อาทิ “สไลเดอร์” สะท้อนการล้มคะมำของเศรษฐกิจไทย “ม้ากระดก” แสดงค่าเงินบาทก่อนและหลังลอยตัว “บาร์โหน” สะท้อนความรุ่งเรืองที่ไม่หวนคืนของตลาดหุ้นไทย

โซน ๒  กำแพงข่าวเล่าสถานการณ์ เป็นการจำลองบรรยากาศกำแพงข่าวในโรงเรียนมาจัดแสดงข้อมูลสถานการณ์ต้มยำกุ้ง โดยใช้ภาพการ์ตูนของ “บัญชา คามิน” การ์ตูนนิสต์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น มาสื่อสารทั้งข้อมูลและอารมณ์ของยุคสมัยในลักษณะ “ทีเล่น ทีจริง” อันจะช่วยให้ผู้ชมย้อนรำลึกถึงสังคมไทยในยุควิกฤติต้มยำกุ้งได้เป็นอย่างดี

โซน ๓ ห้องภาระศึกษา โซนนี้ล้อมาจากวิชาพละศึกษา โดยมีเนื้อหาว่าด้วยภาระหนี้ที่คนไทยทุกคนต้อง แบกรับไว้แม้วิกฤตการณ์จะผ่านไปกว่า ๒๐ แล้วก็ตาม ซึ่งจัดแสดงข้อมูลโดยใช้เครื่องมือในการออกกำลัง ได้แก่ ดรัมเบลล์ เป็นสื่อนำ

โซน ๔ ห้องสันทนาการ เป็นโซนที่จัดให้มีบรรยากาศสบายๆ พร้อมนำเสนอสังคมในยุคฟองสบู่ ผ่านสื่อภาพยนตร์ และวัตถุจัดแสดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไม้กอล์ฟสร้างคอนเนคชั่นธุรกิจ กระเป๋าแบรนด์เนมที่นำเทรนด์ในยุคนั้น เป็นต้น

โซน ๕ ประสบการณ์ชีวิต เสนอข้อมูลช่วงฟองสบู่แตก และชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นด้านลบ หรือด้านบวก ตลอดจนทางออกต่างๆ ที่คนในสังคมไทยดิ้นรน ณ เวลานั้น เช่น ผ้าป่าช่วยชาติ ตลาดเปิดท้ายขายของ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

โซน ๖  วิชาความน่าจะเป็น เผยเหตุปัจจัยของการเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งใน ๕ แนวทาง ผ่านมุมมองของ
“ศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของเมืองไทย อันประกอบไปด้วย ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย คอรัปชั่น และทุนนิยมพวกพ้อง ภาวะย่ามใจทางศีลธรรม การแข่งขันการลดค่าเงิน และความตื่นตระหนกทางการเงิน

โซน ๗ การงานพื้นฐานอาชีพ นำเสนอข้อคิด บทเรียน จากคนในอาชีพต่างๆ อาทิ นักเขียน นักแปล สื่อมวลชน นักออกแบบแนวคิด นักทำภาพยนตร์ เจ้าของธุรกิจ ผู้เคยผ่าน หรือได้รับผลกระทบจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ผ่านบทสัมภาษณ์เพื่อเป็นแนวทางหรือภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นใหม่ไว้ศึกษา

โซน ๘  วิชาประวัติศาสตร์เพื่ออนาคต เป็นการสรุปรวบยอด และสร้างการแบ่งปันประสบการณ์ การมีส่วนร่วมของผู้ชมต่อนิทรรศการ ผ่านการแสดงความคิดเห็น

นิทรรศการโซน ๓ ภาระศึกษา
นิทรรศการโซน ๓ ภาระศึกษา

 

โซน ๗ การงานพื้นฐานอาชีพ
โซน ๗ การงานพื้นฐานอาชีพ

 

นอกจากนี้ ในการจัดทำนิทรรศการ  “ต้มยำกุ้งวิทยา: วิชานี้อย่าเลียน!”  ยังได้มีการรวบรวมวัตถุจัดแสดงจากสาธารณชน โดยใช้กระบวนการของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพื่อให้นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน (Inclusive Exhibition) ตามแนวทางของการจัดการพิพิธภัณฑ์สากล ซึ่งทำให้การจัดนิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่การจัดนิทรรศการเพื่อให้การเรียนรู้ แต่ยังสำคัญในแง่ของรูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งความรู้ที่มีที่มาจากประสบการณ์ของบุคคลร่วมสมัย โดยไม่ใช่ความรู้จากนักวิชาการเท่านั้น รวมถึงจะมีการกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบนิทรรศการที่หลากหลาย และเน้นการมีส่วนร่วมของคนทั่วไป เช่น การทัวร์โครงการในพระราชดำริสวนจิตรลดาเพื่อให้เห็นแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางไว้เป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาวิกฤต การเปิดตลาดนัดคนเคยรวย ซึ่งเป็นตลาดขายของแบกะดินในลักษณะที่เกิดเมื่อ ๒๐ ปีก่อน โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปนำข้าวของของตนเองมาขาย เป็นต้น

นิทรรศการดังกล่าว เปิดให้เข้าชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. (ปิดวันจันทร์) ณ มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์                  ๐๒ – ๒๒๕ – ๒๗๗๗ หรือ www.facebook.com/museumsiamfan ทั้งนี้สำหรับหน่วยงาน หรือสถาบันการศึกษาที่มีความประสงค์จะนำนักเรียน นักศึกษา เข้าชมนิทรรศการเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อเข้าได้ที่ ๐๒ – ๒๒๕ – ๒๗๗๗ ต่อ ๔๑๓

** สำหรับการเดินทางมามิวเซียมสยามมีเส้นทางต่อไปนี้

ทางรถยนต์ : ลงทางด่วนที่ด่านยมราช วิ่งเข้าเส้นหลานหลวง เข้าสนามหลวง ผ่านวัดพระแก้ว วิ่งตรงมาทางวัดโพธิ์ รถบังคับเลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวาผ่านหน้ากรมที่ดิน เลี้ยวขวาอีกทีหน้า สน.พระราชวัง วิ่งมามิวเซียมสยามอยู่ซ้ายมือ

ทางรถโดยสาร : สาย ๓, ๖, ๙, ๑๒, ๓๒, ๔๔, ๔๗, ๕๓, ๘๒, ๕๒๔

ทางรถไฟฟ้า BTS: ลงสถานี “วงเวียนใหญ่” แล้วนั่งรถประจำทางสาย ๘๒

ทางรถไฟใต้ดิน MRT: ลงสถานี “หัวลำโพง” แล้วนั่งรถประจำทางสาย ๑, ๓, ๕

ทางเรือ : ลงท่าเรือ “ท่าเตียน” เดินออกมาจนเจอถนนใหญ่แล้วเลี้ยวขวา เดินตรงผ่านหน้าวัดโพธิ์ แล้วจะเห็น
มิวเซียมสยามอยู่ทางซ้ายมือ

 

แหล่งที่มา : มิวเซียมสยาม